ทีมขายพลาดเป้า 3 ไตรมาสติด เจ้าของกิจการเรียก HR เข้าห้อง แล้วถามประโยคเดิมที่เราได้ยินบ่อยที่สุดจากลูกความฝั่งนายจ้าง "ผลงานขนาดนี้ ให้ออกเลยได้ไหม ต้องจ่ายอะไรหรือเปล่า"
คำตอบสั้นที่สุดคือ เลิกจ้างได้ แต่ไม่ฟรี และวิธีที่คุณเลิกจ้างจะเป็นตัวตัดสินว่าบริษัทจะจ่ายเงิน 2 ก้อน หรือ 3 ก้อน
สรุปคำตอบสั้น ๆ ก่อน
รูปแบบที่เราเจอซ้ำ ๆ มีหน้าตาประมาณนี้
บริษัทเทรดดิ้งขนาดกลางรับ Sales Manager เข้ามาด้วยเงินเดือน 80,000 บาท บวกคอมมิชชั่นตามยอด ตั้งเป้าปีละ 60 ล้านบาท ปีแรกทำได้ 41 ล้าน ปีที่สองตลาดหด ทำได้ 33 ล้าน ผู้บริหารเริ่มไม่พอใจ มีการพูดในที่ประชุมหลายครั้งว่า "ต้องดีขึ้นนะ" มีอีเมลทวงยอดรายสัปดาห์ มีการปรับพื้นที่ขายให้เล็กลงกลางปี
เดือนกันยายน ฝ่ายบริหารตัดสินใจ HR ออกหนังสือเลิกจ้าง ระบุเหตุผลว่า "ผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท" ให้ออกทันที จ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน 2 ปีเป็นเงิน 90 วัน แล้วคิดว่าจบ
สามเดือนต่อมาบริษัทได้รับหมายเรียกจากศาลแรงงานกลาง ลูกจ้างฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และเรียกให้นำคอมมิชชั่นมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยใหม่
ตัวเลขที่บริษัทคิดว่าจ่ายไปแล้ว 240,000 บาท กลายเป็นทุนทรัพย์ในคำฟ้องหลักล้าน
ความเข้าใจผิดที่ 1: ทำยอดไม่ได้ = ทำงานบกพร่อง = ไล่ออกได้โดยไม่จ่าย
ความจริงทางกฎหมาย: มาตรา 119 ระบุเหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เพียง 6 กรณี คือทุจริตต่อหน้าที่หรือทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมซึ่งนายจ้างเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงซึ่งไม่ต้องเตือนก่อน โดยหนังสือเตือนมีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร และได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
"ทำยอดไม่ถึงเป้า" ไม่อยู่ในรายการนี้
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: บริษัทที่ไม่จ่ายค่าชดเชยเลยจะถูกเรียกค่าชดเชยเต็มจำนวน บวกดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสียความน่าเชื่อถือในสายตาศาลตั้งแต่ประเด็นแรก ซึ่งส่งผลต่อการชั่งน้ำหนักประเด็นอื่นในคดีเดียวกัน
ความเข้าใจผิดที่ 2: ทำ PIP ครบแล้ว เลิกจ้างได้ปลอดภัย
ความจริงทางกฎหมาย: PIP หรือ Performance Improvement Plan ไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายไทย ไม่มีมาตราไหนรับรองผลของมัน สิ่งที่ศาลดูไม่ใช่ว่ามี PIP หรือไม่มี แต่ดูว่าเหตุที่นำลูกจ้างเข้า PIP เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หัวข้อประเมินสัมพันธ์กับหน้าที่งานจริงหรือไม่ เป้าที่ตั้งเป็นสิ่งที่คนทำได้จริงหรือไม่ ระยะเวลาที่ให้ปรับปรุงเหมาะสมเพียงใด และนายจ้างสนับสนุนข้อมูลกับเครื่องมือให้เพียงพอหรือไม่
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: PIP ที่ทำย้อนหลังเพื่อสร้างเอกสารรองรับการเลิกจ้างที่ตัดสินใจไว้แล้ว อ่านออกได้ไม่ยากจากลำดับวันที่ในเอกสาร และมักกลายเป็นพยานหลักฐานที่ทำร้ายนายจ้างเอง ถ้าองค์กรยังไม่มีกระบวนการที่รัดกุม ควรเริ่มจากการวางระบบลงโทษทางวินัยให้ถูกกฎหมายก่อน
ความเข้าใจผิดที่ 3: หนังสือแจ้งเตือนผลงานคือหนังสือเตือนตามกฎหมาย
ความจริงทางกฎหมาย: หนังสือเตือนที่จะใช้ตัดสิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) ต้องระบุข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งเรื่องใด ต้องมีข้อความห้ามไม่ให้กระทำผิดซ้ำ และต้องแจ้งผลที่จะเกิดขึ้นหากฝ่าฝืนอีก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2564 วินิจฉัยว่าหนังสือที่มีแต่ข้อความแสดงข้อเท็จจริงเรื่องการฝ่าฝืน โดยไม่มีข้อความห้ามกระทำซ้ำและไม่ระบุโทษหากทำผิดซ้ำ เป็นเพียงหนังสือแจ้งให้ทราบ ยังไม่ใช่หนังสือเตือนตามมาตรานี้ ในทางกลับกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18571-18572/2557 วางว่าหนังสือที่ระบุข้อบกพร่องไว้พอสมควร แล้วขอให้ปรับปรุงวิธีการทำงานภายในกำหนด พร้อมระบุว่าหากไม่ปรับปรุงบริษัทจะพิจารณาให้ออกจากบริษัทต่อไป ถือเป็นหนังสือเตือนที่สมบูรณ์ตามมาตรา 119 (4) แล้ว ความต่างจึงอยู่ที่ถ้อยคำในเอกสาร ไม่ใช่ชื่อที่บริษัทเรียกเอกสารนั้น
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: บริษัทที่เก็บ "หนังสือเตือน" ไว้ 3 ใบแล้วมั่นใจว่าเลิกจ้างได้โดยไม่จ่าย มักพบว่าเอกสารทั้ง 3 ใบไม่มีใบไหนมีประโยคห้ามกระทำผิดซ้ำและระบุโทษเลย และอย่าลืมว่าหนังสือเตือนมีอายุใช้บังคับเพียง 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด
ความเข้าใจผิดที่ 4: เลิกจ้างเพราะบริษัทขาดทุนจากยอดที่ตก จ่ายน้อยกว่าปกติได้
ความจริงทางกฎหมาย: การอ้างภาวะขาดทุนต้องมีงบการเงินและข้อเท็จจริงรองรับ ยอดขายที่ลดลงอย่างเดียวยังไม่พอ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2561 วางแนวไว้ว่าเมื่อนายจ้างยังมีรายรับอยู่ มิได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ทั้งไม่ได้กำหนดและประกาศวิธีคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้าง และอธิบายไม่ได้ว่าลูกจ้างรายนั้นต่างจากพนักงานคนอื่นที่ไม่ถูกเลิกจ้างอย่างไร การเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แม้นายจ้างจะจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าครบแล้วก็ตาม
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: การอ้างเหตุที่พิสูจน์ไม่ได้ทำให้ศาลมองว่าเหตุผลจริงคือเรื่องอื่น และเปิดประตูให้ประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมชนะทันที กรณีที่ใกล้เคียงกันคือการยุบแผนกแล้วจ้าง Outsourcing มาทำแทน
ความเข้าใจผิดที่ 5: จ่ายค่าชดเชยจากเงินเดือนอย่างเดียวก็จบ
ความจริงทางกฎหมาย: ตำแหน่งขายมักมีคอมมิชชั่นเป็นสัดส่วนใหญ่ของรายได้ ศาลไม่ดูชื่อที่บริษัทเรียกเงินก้อนนั้น แต่ดูว่าจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือจ่ายเพื่อจูงใจ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3733/2560 วินิจฉัยว่าคอมมิชชั่นที่จ่ายต่อเมื่อทำยอดถึงเป้า เป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าจ้าง แต่ถ้าโครงสร้างการจ่ายเป็นการคำนวณตามผลงานที่ทำได้ทุกเดือนในลักษณะตอบแทนการทำงาน ก็มีแนวที่ต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย ตรงนี้แพ้ชนะกันที่ถ้อยคำในสัญญาจ้างและพฤติกรรมการจ่ายจริง
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: คำนวณฐานผิดตั้งแต่ต้น ทำให้ยอดที่จ่ายไปแล้วไม่ครบ และดอกเบี้ยเดินต่อจนถึงวันที่ศาลพิพากษา
มุมมองเชิงคดีที่มักไม่ปรากฏในบทความทั่วไป
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า คำถามนี้ตัดสินกันที่ตัวเลข ทำยอดได้ก็อยู่ ทำไม่ได้ก็ไป เป็นเรื่องธรรมดาของงานขาย
แต่ในทางคดี ศาลหรือกฎหมายมักมองว่า คดีนี้แยกเป็นสองคำถามที่ไม่เกี่ยวกันเลย คำถามแรกคือ "ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม" ซึ่งวัดที่มาตรา 119 อย่างเดียว คำถามที่สองคือ "เลิกจ้างเป็นธรรมไหม" ซึ่งวัดที่มาตรา 49 ว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอหรือไม่ ผลจึงออกได้หลายแบบ กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือ ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565 เป็นตัวอย่างที่ชัด ลูกจ้างดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ค่าจ้างเดือนละ 226,200 บาท มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน นายจ้างออกหนังสือเตือนเรื่องทำงานบกพร่องและล่าช้าเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 หลังจากนั้นยังส่งงานล่าช้าและผิดพลาดต่อเนื่อง จนเลิกจ้างวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ศาลฎีกาใช้ถ้อยคำว่า ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว การเลิกจ้างจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอ ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยคดีนั้นนายจ้างจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินอื่นรวม 1,816,689 บาทให้ครบแล้ว
จุดที่นายจ้างควรอ่านให้ละเอียดคือ คดีนี้ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตัดสินว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทั้งสองศาล และกำหนดค่าเสียหาย 375,000 บาท ศาลฎีกาเป็นชั้นที่กลับผล การเตือนแล้วรอ 2 เดือนจึงไม่ใช่เส้นปลอดภัยที่ทำให้จบตั้งแต่ศาลชั้นต้น
แนวเดียวกันปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3507/2541 ลูกจ้างเป็นผู้จัดการสาขาธนาคาร ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องเรื่องการวิเคราะห์ลูกหนี้ การประเมินราคาหลักทรัพย์ และการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นทุจริตหรือฝ่าฝืนระเบียบกรณีร้ายแรงที่จะตัดค่าชดเชยได้ และนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้เตือนเป็นหนังสือก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่เมื่อคำนึงถึงตำแหน่งและความรับผิดชอบแล้ว นายจ้างมีเหตุสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้าง จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ ทั้งสองคดีข้างต้นนายจ้างชนะประเด็นความเป็นธรรมได้ เพราะมีสามอย่างครบ คือมีมาตรฐานงานที่ผูกกับตำแหน่งชัดเจน มีการแจ้งข้อบกพร่องเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน และมีช่วงเวลาให้แก้ไขที่จับต้องได้ นายจ้างไทยส่วนใหญ่ที่แพ้คดีผลงาน แพ้เพราะขาดข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อนี้ ไม่ได้แพ้เพราะกฎหมายเข้าข้างลูกจ้าง
จุดเสี่ยงที่ 2 คือหนังสือเลิกจ้าง หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุนั้นไว้ในหนังสือเลิกจ้างหรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบขณะเลิกจ้าง มิฉะนั้นจะยกขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ตามมาตรา 119 วรรคท้าย หนังสือเลิกจ้างที่เขียนกว้าง ๆ ว่า "ไม่ผ่านการประเมิน" จึงปิดข้อต่อสู้เรื่องค่าชดเชยตั้งแต่วันแรก ข้อห้ามนี้ใช้เฉพาะประเด็นค่าชดเชย ส่วนประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 นายจ้างยังยกเหตุขึ้นต่อสู้ในภายหลังได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2560
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ ก่อนออกหนังสือเลิกจ้าง ให้แยกแฟ้มเอกสารออกเป็น 3 กอง กองแรกคือเกณฑ์และเป้าที่ประกาศไว้ล่วงหน้า กองที่สองคือหลักฐานการแจ้งข้อบกพร่องและการให้โอกาสแก้ไข กองที่สามคือผลหลังให้โอกาสแล้ว ถ้ากองใดว่างเปล่า ให้ชะลอการเลิกจ้างไว้ก่อนแล้วเติมให้ครบ ต้นทุนของการรออีก 60 วันถูกกว่าค่าเสียหายที่ศาลกำหนดในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเกือบทุกกรณี
กำหนดอัตราค่าชดเชยตามอายุงาน คิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย
| อายุงาน | ค่าชดเชย |
|---|---|
| ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี | 30 วัน |
| ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี | 90 วัน |
| ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี | 180 วัน |
| ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี | 240 วัน |
| ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี | 300 วัน |
| ครบ 20 ปีขึ้นไป | 400 วัน |
ดูวิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขได้ที่ ตารางค่าชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน มาตรา 118 ฉบับอัปเดต
คือประตูหลักที่ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุความผิดของลูกจ้าง และภาระการพิสูจน์อยู่ที่นายจ้าง ผลงานต่ำกว่าเป้าไม่ผ่านประตูนี้ อ่านรายละเอียดแต่ละอนุมาตราได้ที่ เลิกจ้างด้วยเหตุร้ายแรงตามมาตรา 119 นายจ้างต้องพิสูจน์อะไร
คือเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การบอกกล่าวต้องทำเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้มีผลเมื่อถึงกำหนดจ่ายคราวถัดไป ถ้าให้ออกทันทีจึงต้องจ่ายเงินแทนประมาณหนึ่งถึงสองงวดการจ่ายค่าจ้างแล้วแต่วันที่บอกกล่าว แต่ไม่จำต้องเกินสามเดือน เว้นแต่เข้ากรณีตามมาตรา 583 ซึ่งการทำยอดไม่ถึงเป้าโดยลำพังไม่เข้า วิธีคำนวณดูได้ที่ ค่าตกใจคืออะไร คำนวณยังไงให้ถูกตามมาตรา 17/1
ให้อำนาจศาลสั่งให้รับกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายให้ หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลพิจารณาจากอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
ใช้เฉพาะกรณีเลิกจ้างเพราะนายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี จนต้องลดจำนวนลูกจ้าง การยุบทีมขายเพื่อลดต้นทุนเฉย ๆ ไม่เข้ามาตรานี้ แต่ถ้าเปลี่ยนไปใช้ระบบขายออนไลน์แทนพนักงานขายก็มีโอกาสเข้า กรณีที่เข้า ต้องแจ้งวันเลิกจ้าง เหตุผล และรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน และหากลูกจ้างทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 122 เพิ่มอีกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี รวมแล้วไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน
ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของตัวบทและแนวคำพิพากษาอีกครั้งก่อนใช้กับกรณีจริง เพราะรายละเอียดข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงจุดเดียวเปลี่ยนผลคดีได้
ข้อโต้แย้งที่ 1: เป้าที่ตั้งเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก
ลูกจ้างมักนำสถิติยอดขายของทั้งทีมหรือของคนที่ทำตำแหน่งเดียวกันในปีก่อนหน้ามาแสดงว่าไม่มีใครเคยทำถึง วิธีรับมือคือเตรียมข้อมูลว่าเป้าคำนวณจากฐานอะไร และมีใครทำได้บ้าง
ข้อโต้แย้งที่ 2: บริษัทเป็นฝ่ายทำให้ทำยอดไม่ได้
เช่น ตัดพื้นที่ขาย ย้ายลูกค้ารายใหญ่ไปให้คนอื่น ของขาดสต๊อกต่อเนื่อง ข้อโต้แย้งนี้ทรงพลังมากเมื่อมีอีเมลหรือแชทประกอบ นายจ้างควรเก็บบันทึกการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ทุกครั้งที่กระทบพื้นที่ขายของลูกจ้าง
ข้อโต้แย้งที่ 3: เหตุผลจริงคือเรื่องอื่น
ลูกจ้างจะชี้ว่าถูกเลิกจ้างเพราะขัดแย้งกับผู้บริหาร เพราะอายุมาก เพราะตั้งครรภ์ หรือเพราะเรียกร้องสิทธิ แล้วใช้ยอดขายเป็นข้ออ้าง ถ้าลำดับเวลาชี้ไปทางนั้น ศาลจะให้น้ำหนักกับลำดับเวลามาก
ข้อโต้แย้งที่ 4: เอกสารทำย้อนหลัง
ตรวจได้จากวันที่ลงนาม วันที่ส่งอีเมล และ metadata ของไฟล์ ข้อโต้แย้งนี้ทำลายความน่าเชื่อถือของพยานเอกสารทั้งชุด
ข้อโต้แย้งที่ 5: ไม่เคยได้รับหนังสือเตือนหรือไม่ได้ลงนามรับทราบ
เอกสารที่ไม่มีลายมือชื่อลูกจ้าง ไม่มีพยานลงนามรับรองการปฏิเสธไม่รับ และไม่มีหลักฐานการส่ง มีน้ำหนักน้อย
ยอดไม่ถึงเป้า 3 ไตรมาสติด ถือว่าร้ายแรงพอที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยไหม
โดยลำพังไม่ถือ เพราะไม่เข้าเหตุใดในมาตรา 119 นายจ้างเลิกจ้างได้ แต่ยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน
ถ้าสัญญาจ้างเขียนไว้ว่า "หากทำยอดไม่ถึงเป้า บริษัทมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย" ใช้ได้ไหม
ข้อสัญญาที่ตัดสิทธิลูกจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด ใช้บังคับไม่ได้ในส่วนนั้น เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ให้ออกทันทีวันที่แจ้ง ต้องจ่ายค่าตกใจไหม
ต้องจ่าย เว้นแต่เข้าเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 การทำยอดไม่ถึงเป้าโดยลำพังไม่เข้าเหตุนั้น ปกติจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าราวหนึ่งถึงสองงวดการจ่ายค่าจ้างแล้วแต่วันที่บอกกล่าว แต่ไม่จำต้องเกินสามเดือน
จ่ายค่าชดเชยครบแล้ว ลูกจ้างยังฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีกไหม
ได้ เพราะเป็นเงินคนละก้อนคนละฐานกฎหมาย ค่าชดเชยมาจากมาตรา 118 ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมาจากมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ แต่ศาลจะนำค่าชดเชยที่จ่ายไปแล้วมาประกอบการกำหนดจำนวนค่าเสียหายด้วย
ถ้าให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกเองแทนการเลิกจ้าง ปลอดภัยกว่าไหม
ถ้าลูกจ้างพิสูจน์ได้ว่าถูกบีบให้เขียน ศาลถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และนายจ้างจะเสียเปรียบมากกว่าเดิม เพราะพฤติการณ์บีบบังคับกระทบความน่าเชื่อถือในทุกประเด็น
ค่าคอมมิชชั่นต้องนำมารวมคำนวณค่าชดเชยหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือจ่ายเพื่อจูงใจ คอมมิชชั่นที่จ่ายต่อเมื่อทำยอดถึงเป้าเท่านั้น มีแนวว่าเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าจ้าง แต่ถ้าคำนวณตามผลงานที่ทำได้ทุกเดือนในลักษณะค่าตอบแทนการทำงาน ก็มีแนวที่ต้องนำมารวม ควรให้ทนายตรวจสัญญาและประวัติการจ่ายจริงก่อนคำนวณ
ต้องให้เวลาปรับปรุงกี่วันถึงจะปลอดภัย
กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขไว้ ศาลดูความเหมาะสมกับลักษณะงาน ในคดีระดับผู้บริหารที่ศาลฎีกาเห็นว่าเลิกจ้างมีเหตุสมควร นายจ้างให้เวลาปรับปรุงราวสองเดือนหลังจากเคยเตือนแล้ว งานขายที่มีวงจรปิดการขายยาวควรให้เวลามากกว่านั้น
เลิกจ้าง Sales Manager ที่ทำยอดไม่ถึงเป้าได้ แต่ต้องเข้าใจว่าบริษัทกำลังซื้อสองสิ่งที่แยกกัน สิ่งแรกคือค่าชดเชยตามอายุงาน ซึ่งจ่ายแน่นอนและคำนวณล่วงหน้าได้ สิ่งที่สองคือความเสี่ยงคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งลดลงได้ด้วยเอกสารสามชุด คือเป้าและเกณฑ์ที่ประกาศล่วงหน้า หลักฐานการแจ้งข้อบกพร่องพร้อมกำหนดเวลาแก้ไข และหลักฐานว่าให้โอกาสแก้ไขจริง
บริษัทที่มีสามชุดนี้ครบ ต่อให้ถูกฟ้องก็อยู่ในฐานะที่อธิบายได้ บริษัทที่ตัดสินใจในห้องประชุมวันศุกร์แล้วออกหนังสือเลิกจ้างวันจันทร์ มักต้องอธิบายในชั้นศาลด้วยพยานบุคคลอย่างเดียว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มสืบพยาน
หากองค์กรของคุณกำลังจะตัดสินใจเรื่องนี้ ควรตรวจแฟ้มเอกสารให้จบก่อนออกหนังสือเลิกจ้าง เพราะเมื่อหนังสือออกไปแล้ว เหตุผลที่เขียนไว้จะผูกมัดบริษัทตลอดทั้งคดี
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ก่อนเลิกจ้าง
เงินที่ต้องจ่าย
เมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว
กำลังจะเซ็นหนังสือเลิกจ้าง แต่ยังไม่มั่นใจแฟ้มเอกสาร
หากคุณกำลังเจอปัญหาในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายไทยธนา ลอว์ เฟิร์ม เพื่อให้ทีมทนายช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เอกสาร และแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมกับกรณีของคุณ
บริษัท ไทยธนา ลอว์ เฟิร์ม จำกัด
อีเมล [email protected]
โทร 063-210-6492
LINE ID: @thaitanalawfirm
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ
Powered by Froala Editor