HR เรียกเข้าห้อง ยื่นเอกสารหนาสามหน้าให้ ด้านบนเขียนว่า Performance Improvement Plan บอกว่า "เป็นแผนช่วยพัฒนา ไม่ได้จะให้ออกนะ" แล้วขอให้เซ็นรับทราบตรงช่องล่างสุด
คำถามแรกที่วิ่งเข้าหัวคนส่วนใหญ่คือ เขาจะช่วยเราจริง หรือกำลังทำเอกสารเตรียมไล่เราออก
คำตอบคือ ดูจากชื่อเอกสารอย่างเดียวบอกไม่ได้ แต่ดูจาก 8 จุดที่จะพูดถึงข้างล่างนี้ พอบอกทิศทางได้ และ 8 จุดนี้ก็คือสิ่งที่ทนายฝ่ายลูกจ้างกับทนายฝ่ายนายจ้างงัดขึ้นมาเถียงกันในชั้นศาลเมื่อคดีไปถึงจุดนั้นจริง
สรุปคำตอบสั้น ๆ ก่อน
รูปแบบที่ปรึกษาเข้ามาบ่อยที่สุดหน้าตาแบบนี้
พนักงานขายอาวุโสคนหนึ่งทำยอดได้ดีมาตลอดสามปี ปีที่สี่ตลาดเปลี่ยน ลูกค้ารายใหญ่สองรายย้ายไปคู่แข่ง ยอดตกลง 28 เปอร์เซ็นต์ ผู้จัดการคนใหม่เข้ามาแทนคนเดิมเมื่อหกเดือนก่อน
เดือนถัดมา HR เรียกเข้าห้อง ยื่น PIP ระยะเวลา 60 วัน ในเอกสารมีหัวข้อประเมิน 6 ข้อ สามข้อเกี่ยวกับยอดขาย อีกสามข้อเป็นเรื่องอย่าง "ทัศนคติต่อทีม" "ความร่วมมือกับฝ่ายอื่น" และ "การสื่อสารเชิงบวก" โดยไม่ได้บอกว่าจะวัดยังไง
เป้าที่ตั้งคือกลับไปทำยอดเท่าปีที่ดีที่สุด ภายใน 60 วัน ทั้งที่สินค้าตัวนั้นมีวงจรปิดการขายเฉลี่ย 4 เดือน
ผ่านไป 60 วัน ทำได้ 61 เปอร์เซ็นต์ของเป้า HR แจ้งว่าไม่ผ่าน PIP บริษัทขอเลิกจ้าง จ่ายค่าชดเชยตามอายุงานให้ครบ
สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายมักไม่รู้คือ ค่าชดเชยที่จ่ายไปนั้นถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่ใช่จุดจบของเรื่อง เพราะยังมีเงินอีกก้อนที่ฟ้องกันได้ และตัวชี้ขาดคือหน้าตาของ PIP ฉบับนั้นเอง
ทั้งลูกจ้างและ HR ใช้ตารางนี้ตรวจได้เหมือนกัน ต่างกันแค่ลูกจ้างใช้ตรวจว่าตัวเองกำลังเจออะไร ส่วน HR ใช้ตรวจว่าเอกสารของตัวเองจะยืนอยู่ได้ในชั้นศาลหรือไม่
| จุดที่ต้องดู | PIP พัฒนาจริง | PIP ที่ทำไว้เตรียมให้ออก |
|---|---|---|
| 1. หัวข้อประเมิน | หยิบเรื่องที่เคยคุยหรือเคยทักกันมาก่อนแล้ว | โผล่หัวข้อใหม่ที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อนเลย |
| 2. ตัวชี้วัด | นับได้ เช่น ปิดดีลใหม่ 4 ราย ลดข้อผิดพลาดเหลือไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน | เป็นคำนามธรรม เช่น มีทัศนคติที่ดีขึ้น ให้ความร่วมมือมากขึ้น ซึ่งผู้ประเมินให้ตกเมื่อไหร่ก็ได้ |
| 3. ระดับของเป้า | อยู่ในระดับที่คนในตำแหน่งเดียวกันเคยทำได้จริง อธิบายที่มาของตัวเลขได้ | สูงกว่าสถิติที่ดีที่สุดที่ใครเคยทำได้ นั่นไม่ใช่เป้า แต่เป็นเงื่อนไขที่ตั้งไว้ให้ตก |
| 4. ระยะเวลา | สอดคล้องกับวงจรงานจริง และเขียนเหตุผลของการเลือกระยะเวลานั้นไว้ | งานที่มีวงจรปิดการขาย 4 ถึง 6 เดือน แต่ให้เวลาแก้ตัว 30 วัน |
| 5. การสนับสนุน | ระบุชัดว่าให้อะไร ลูกค้าเป้าหมาย งบ การอบรม เวลาโค้ชจากหัวหน้า | มีแต่กระดาษกับกำหนดส่ง ไม่มีการสนับสนุนใด ๆ ระบุไว้เลย |
| 6. การติดตามผล | นัดคุยระหว่างทางทุกสองสัปดาห์หรือทุกเดือน มีบันทึกการประชุม | เงียบตลอด 60 วัน แล้วมาสรุปผลทีเดียวในวันสุดท้าย |
| 7. ลำดับวันที่ | เอกสารถูกสร้างก่อนเริ่ม PIP และไม่มีการเตรียมหนังสือเลิกจ้างไว้ล่วงหน้า | ไฟล์ถูกสร้างหลังฝ่ายบริหารประชุมตัดสินใจ หรือมีร่างหนังสือเลิกจ้างก่อนวัน PIP จบ |
| 8. ถ้าผ่านแล้วไง | เอกสารเขียนไว้ชัดว่าผ่านแล้วสถานะจะเป็นอย่างไรต่อ | ถามแล้ว HR ตอบไม่ได้ หรือตอบแบบเลี่ยง ๆ นั่นคือคำตอบ |
ไม่มีข้อไหนชี้ขาดได้ด้วยตัวเอง แต่ยิ่งตกไปทางคอลัมน์ขวาหลายข้อเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่ศาลจะมองว่านี่คือการสร้างเหตุมากกว่าการพัฒนาก็ยิ่งสูงตาม
ความเข้าใจผิดที่ 1: เข้า PIP แล้วเท่ากับถูกเลิกจ้างแน่นอน
ความจริงทางกฎหมาย: การเข้า PIP ไม่ใช่การเลิกจ้าง สถานะการเป็นลูกจ้างยังเหมือนเดิมทุกประการ ค่าจ้าง สวัสดิการ อายุงาน สิทธิลาต่าง ๆ ยังคงเดิม PIP เป็นเครื่องมือทาง HR ที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกจ้างทำงานต่อได้ ไม่ใช่เพื่อเตรียมให้ออก
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: ลูกจ้างที่ตกใจแล้วรีบยื่นใบลาออกเองในสัปดาห์แรก เสียสิทธิได้ค่าชดเชยทั้งก้อน ปิดทางฟ้องคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และยังเสียส่วนต่างของประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม เพราะผู้ถูกเลิกจ้างได้ในอัตราที่สูงกว่าและได้จำนวนวันมากกว่าผู้ที่ลาออกเองอย่างมีนัยสำคัญ ควรตรวจอัตราและเพดานค่าจ้างล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคมก่อนคำนวณ เพราะมีการปรับปรุงเป็นระยะ
ความเข้าใจผิดที่ 2: ไม่เซ็น PIP คือการปกป้องสิทธิตัวเอง
ความจริงทางกฎหมาย: ยังไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักโดยตรงว่าการไม่เซ็น PIP เป็นการขัดคำสั่งนายจ้าง แต่ในทางปฏิบัติ การปฏิเสธไม่รับทราบหรือไม่เข้าร่วมโดยสิ้นเชิง เปิดช่องให้นายจ้างยกขึ้นอ้างได้ว่าลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เพราะโดยเนื้อแท้แล้วคำสั่งให้เข้าร่วมโครงการปรับปรุงผลงานเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการทำงาน นี่เป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นต้องรับ ในเมื่อมีทางที่ปลอดภัยกว่าอยู่แล้ว
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: จากคดีที่เดิมเถียงกันเรื่อง "เป้าไม่เป็นธรรม" ซึ่งลูกจ้างมีโอกาสชนะ กลายเป็นคดีที่เถียงกันเรื่อง "ขัดคำสั่งนายจ้าง" ซึ่งลูกจ้างเสียเปรียบทันที
ความเข้าใจผิดที่ 3: เซ็นแล้วเท่ากับยอมรับทุกอย่างในเอกสาร
ความจริงทางกฎหมาย: ลายเซ็นในช่อง "รับทราบ" กับการ "ยอมรับ" เนื้อหาเป็นคนละเรื่องกัน ลูกจ้างเซ็นรับทราบได้ แล้วทำหนังสือโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรแนบไปพร้อมกัน ระบุให้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับหัวข้อไหน เพราะอะไร ข้อเท็จจริงจริง ๆ คืออะไร
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: ถ้าเซ็นเฉย ๆ โดยไม่โต้แย้งอะไรเลย แล้วอีกหกเดือนไปบอกศาลว่าเป้าไม่เป็นธรรมตั้งแต่แรก นายจ้างจะย้อนถามทันทีว่าตอนนั้นทำไมไม่ทักท้วง
ความเข้าใจผิดที่ 4 (ฝั่งนายจ้าง): ทำ PIP ครบขั้นตอนแล้ว เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องรับผิดอะไร
ความจริงทางกฎหมาย: ต่อให้กระบวนการ PIP สมบูรณ์ทุกขั้น การเลิกจ้างเพราะผลงานยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 อยู่ดี เพราะผลงานไม่ถึงมาตรฐานไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 119 สิ่งที่ PIP ที่ดีช่วยได้คือลดความเสี่ยงเรื่องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ซึ่งเป็นเงินคนละก้อน
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: บริษัทที่ตั้งงบไว้ศูนย์บาทเพราะคิดว่า PIP ครบแล้วไม่ต้องจ่าย จะเจอบิลค่าชดเชยเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย
ความเข้าใจผิดที่ 5 (ฝั่งนายจ้าง): เอกสาร PIP ใช้แทนหนังสือเตือนได้
ความจริงทางกฎหมาย: เอกสาร PIP ไม่ได้กลายเป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4) โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะมีคำว่าปรับปรุงผลงานอยู่บนกระดาษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2564 วินิจฉัยว่าเอกสารที่มีแต่ข้อความแสดงข้อเท็จจริงเรื่องการฝ่าฝืน โดยไม่มีข้อความห้ามกระทำซ้ำและไม่ระบุโทษหากทำผิดอีก เป็นเพียงหนังสือที่แจ้งให้ทราบ ในคดีนั้นนายจ้างยังชนะได้ แต่ชนะเพราะมีหนังสือเตือนฉบับก่อนหน้าที่เขียนครบองค์ประกอบอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะเอกสารฉบับที่ว่านี้
ในทางกลับกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18571-18572/2557 วางว่าเอกสารที่ระบุข้อบกพร่องไว้โดยละเอียด แล้วขอให้ปรับปรุงวิธีการทำงานภายในกำหนด พร้อมระบุว่าหากไม่ปรับปรุงบริษัทจะพิจารณาให้ออกจากบริษัทต่อไป ถือเป็นหนังสือเตือนที่สมบูรณ์ตามมาตรานี้แล้ว ใช้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ความต่างจึงอยู่ที่ถ้อยคำในเอกสาร ไม่ใช่ชื่อที่ตั้งให้เอกสาร
ผลเสียถ้าตัดสินใจผิด: HR ที่เอา PIP ใบประเมิน อีเมลทวงงาน และหนังสือเตือนมากองรวมกันแล้วคิดว่าทุกใบมีผลทางกฎหมายเท่ากัน จะพบว่าตอนขึ้นศาลไม่มีใบไหนใช้ตัดค่าชดเชยได้เลย
มุมมองเชิงคดีที่มักไม่ปรากฏในบทความทั่วไป
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า PIP คือกระดาษที่บริษัทออกมา ถ้าทำครบตามที่เขียนก็รอด ถ้าทำไม่ครบก็ออก จบที่ผลลัพธ์ตัวเลข
แต่ในทางคดี ศาลหรือกฎหมายมักมองว่า การมีหรือไม่มีเอกสารชื่อ PIP ไม่ใช่ประเด็น เพราะมาตรา 49 ให้ศาลดูที่สาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุอันสมควรและเพียงพอหรือไม่ PIP จึงเป็นเพียงพยานเอกสารชิ้นหนึ่งที่ถูกนำมาชั่งน้ำหนักรวมกับข้อเท็จจริงอื่น และน้ำหนักของมันขึ้นอยู่กับว่าเนื้อในสอดคล้องกับหน้าที่งานจริง เป้าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ระยะเวลาสมเหตุสมผล และมีร่องรอยการพัฒนาเกิดขึ้นจริงระหว่างทางหรือไม่
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2123/2565 เป็นแนวเทียบเคียงที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่มีอยู่ แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะเป็นเรื่องหลักเกณฑ์การประเมินผลงาน ไม่ใช่ PIP โดยตรง คดีนั้นนายจ้างอาศัยหลักเกณฑ์การประเมินผลการทำงานย้อนหลัง 3 ปี มาเปรียบเทียบระหว่างลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างกับลูกจ้างอีกคนหนึ่ง ศาลเห็นว่าการเปรียบเทียบเป็นไปโดยไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และมีความน่าเคลือบแคลงสงสัยเพราะไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่ม (คำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้เผยแพร่ในฐานข้อมูลสาธารณะ ผู้ที่จะนำไปใช้อ้างอิงในคดีควรขอสำเนาจากระบบของศาลก่อน)
ในทางกลับกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565 แสดงให้เห็นว่านายจ้างชนะได้เหมือนกัน คดีนั้นลูกจ้างเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ค่าจ้างเดือนละ 226,200 บาท นายจ้างออกหนังสือเตือนวันที่ 29 มีนาคม 2562 แล้วเลิกจ้างวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ศาลฎีกาใช้ถ้อยคำว่า ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว การเลิกจ้างจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอ
ที่ควรสังเกตคือ คดีนั้นศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตัดสินว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทั้งสองศาล กำหนดค่าเสียหาย 375,000 บาท ศาลฎีกาเป็นชั้นที่กลับผล กระบวนการที่นายจ้างมั่นใจว่าครบแล้ว ก็ยังใช้เวลาถึงสามชั้นศาลกว่าจะพิสูจน์ได้
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ สิ่งที่ตัดสินคดี PIP ไม่ใช่คะแนนสุดท้ายในตาราง แต่คือคำถามว่าเอกสารชุดนี้ถูกทำขึ้นเพื่ออะไร และคำตอบมักปรากฏอยู่ในสามที่ คือลำดับวันที่ของไฟล์และอีเมล ความสมเหตุสมผลของเป้าเทียบกับสถิติจริง และร่องรอยว่ามีการโค้ชหรือสนับสนุนระหว่างทางหรือไม่
จุดเสี่ยงที่สองอยู่ที่ฝั่งลูกจ้าง คนส่วนใหญ่ใช้เวลา 60 วันของ PIP ไปกับการเร่งทำยอด แล้วไม่ได้เก็บหลักฐานอะไรเลย พอถูกเลิกจ้างจริง อีเมลบริษัทถูกตัดในวันเดียวกัน หลักฐานที่เคยอยู่ในมือหายไปทั้งหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ ถ้าคุณเป็นลูกจ้าง ให้แบ่งเวลาในช่วง PIP ออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือทำงานให้เต็มที่ตามเป้า ส่วนที่สองคือบันทึกทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทุกครั้งที่ขอทรัพยากรแล้วไม่ได้ ให้ส่งอีเมลถาม ทุกครั้งที่คุยกับหัวหน้า ให้สรุปเป็นอีเมลกลับไปว่าเข้าใจตรงกันแบบนี้ใช่ไหม เอกสารพวกนี้คือคดีของคุณ
ถ้าคุณเป็นนายจ้างหรือ HR ให้เช็กความสอดคล้องระหว่างเจตนากับเครื่องมือก่อนเริ่ม PIP ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาคนไว้ ไม่ใช่เพื่อจัดฉากให้คนออก เมื่อไหร่ที่บริษัทตัดสินใจแล้วว่าจะให้ออก แล้วยังเดินกระบวนการ PIP ต่อเพื่อสร้างความชอบธรรม เอกสารทุกใบที่ทำหลังจากนั้นจะกลายเป็นพยานที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัทเอง เพราะลำดับเวลาโกหกไม่ได้ ถ้าเหตุจริงเป็นเรื่องวินัย ให้เดินสายวินัยตรง ๆ ออกหนังสือเตือนเมื่อมีเหตุ ออกหนังสือเลิกจ้างเมื่อมีเหตุเลิกจ้าง จะปลอดภัยกว่ามาก
ไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่พูดถึง PIP โดยตรง ศาลจึงไม่ได้ตัดสินว่าทำ PIP ถูกขั้นตอนหรือไม่ แต่ตัดสินว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้การเลิกจ้างมีเหตุอันสมควรหรือไม่
กำหนดค่าชดเชยตามอายุงาน คิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย
| อายุงาน | ค่าชดเชย |
|---|---|
| ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี | 30 วัน |
| ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี | 90 วัน |
| ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี | 180 วัน |
| ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี | 240 วัน |
| ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี | 300 วัน |
| ครบ 20 ปีขึ้นไป | 400 วัน |
ดูวิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขได้ที่ ตารางค่าชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน มาตรา 118 ฉบับอัปเดต
มาตรา 119 คือประตูหลักที่ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุความผิดของลูกจ้าง มี 6 อนุมาตรา และภาระการพิสูจน์อยู่ที่นายจ้าง "ไม่ผ่าน PIP" ไม่อยู่ในนั้น หากนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรานี้ ต้องระบุข้อเท็จจริงไว้ในหนังสือเลิกจ้างหรือแจ้งขณะเลิกจ้าง มิฉะนั้นยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ตามมาตรา 119 วรรคท้าย ข้อห้ามนี้ใช้เฉพาะประเด็นค่าชดเชย ส่วนประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 นายจ้างยังยกเหตุขึ้นต่อสู้ภายหลังได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2560
คือเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้าให้ออกทันทีในวันที่แจ้งผล PIP ต้องจ่ายเงินก้อนนี้ด้วย วิธีคำนวณดูได้ที่ ค่าตกใจคืออะไร คำนวณยังไงให้ถูกตามมาตรา 17/1
ให้อำนาจศาลสั่งให้รับกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหาย หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลพิจารณาจากอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของตัวบทและแนวคำพิพากษาอีกครั้งก่อนใช้กับกรณีจริง เพราะรายละเอียดข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงจุดเดียวเปลี่ยนผลคดีได้
สิทธิ์มีอยู่จริง แต่ต้องใช้ให้ถูกจังหวะ และจังหวะที่ดีที่สุดคือวันแรก ไม่ใช่วันที่ถูกเลิกจ้าง
นายจ้างจะโต้ว่า ลูกจ้างรับทราบเป้าและเซ็นแล้วโดยไม่ทักท้วง จึงถือว่ายอมรับเกณฑ์ ข้อโต้แย้งนี้แรงมากถ้าลูกจ้างไม่เคยทำหนังสือโต้แย้งไว้เลย
นายจ้างจะโต้ว่า ตำแหน่งสูง ค่าจ้างสูง ความรับผิดชอบสูง มาตรฐานที่คาดหวังย่อมสูงตาม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ศาลฎีการับฟังมาแล้วในคดี 4630/2565 และ 3507/2541
ลูกจ้างจะโต้ว่า บริษัทเป็นฝ่ายทำให้ทำเป้าไม่ได้ เช่น ตัดพื้นที่ขาย ย้ายลูกค้ารายใหญ่ ของขาดสต๊อก หรือไม่อนุมัติงบที่ขอไป ข้อโต้แย้งนี้ชนะได้จริงเมื่อมีอีเมลประกอบ
ลูกจ้างจะโต้ว่า เหตุผลจริงคือเรื่องอื่น เช่น ขัดแย้งกับหัวหน้าคนใหม่ อายุมาก ตั้งครรภ์ หรือเคยร้องเรียนเรื่องค่าจ้าง แล้วใช้ PIP เป็นเครื่องมือ ถ้าลำดับเวลาชี้ไปทางนั้น ศาลจะให้น้ำหนักกับลำดับเวลามาก
ลูกจ้างจะโต้ว่า เอกสารทำย้อนหลัง ตรวจได้จากวันที่ลงนาม เวลาส่งอีเมล และข้อมูลไฟล์ ข้อโต้แย้งนี้ทำลายน้ำหนักพยานเอกสารของนายจ้างทั้งชุด
ถูกเข้า PIP แปลว่าจะถูกไล่ออกแน่นอนใช่ไหม
ไม่จำเป็น การเข้า PIP ไม่ใช่การเลิกจ้าง สถานะลูกจ้างและค่าจ้างยังเหมือนเดิม แต่สถิติในทางปฏิบัติของแต่ละบริษัทต่างกันมาก จึงควรใช้ 8 สัญญาณข้างต้นประเมินสถานการณ์จริงของตัวเอง แล้วเตรียมตัวทั้งสองทาง
ไม่เซ็น PIP ได้ไหม
การปฏิเสธไม่รับทราบหรือไม่เข้าร่วมเลย เปิดช่องให้นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเซ็นรับทราบ แล้วทำหนังสือโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรในจุดที่ไม่เห็นด้วย
ไม่ผ่าน PIP แล้วถูกเลิกจ้าง ได้ค่าชดเชยไหม
ได้ เพราะผลงานไม่ถึงมาตรฐานไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 และถ้าให้ออกทันทีโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย
ไม่ผ่าน PIP แล้วฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีกไหม
ฟ้องได้ เป็นเงินคนละก้อนกับค่าชดเชย แต่ไม่ได้ชนะอัตโนมัติ ศาลจะดูว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเป็นธรรมของหัวข้อ เป้า ระยะเวลา และการสนับสนุนระหว่างทาง
บริษัทเสนอเงินก้อนให้ลาออกระหว่าง PIP ควรรับไหม
ต้องเทียบตัวเลขก่อน คำนวณค่าชดเชยตามอายุงานบวกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วดูว่าข้อเสนอสูงกว่าหรือต่ำกว่า และตรวจว่าข้อตกลงมีข้อความสละสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือไม่ อย่าเซ็นในวันเดียวกับที่ได้รับข้อเสนอ
PIP ใช้แทนหนังสือเตือนตามกฎหมายได้ไหม
ไม่โดยอัตโนมัติ เอกสารจะเป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4) ได้ต้องระบุการฝ่าฝืน มีข้อความห้ามกระทำผิดซ้ำ และแจ้งโทษหากฝ่าฝืนอีก ถ้า PIP เขียนถ้อยคำครบองค์ประกอบก็ใช้ได้ แต่ถ้ามีแต่ตารางเป้าหมายกับกำหนดส่ง ก็ยังไม่ใช่
บริษัทต้องให้เวลา PIP กี่วัน
กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลข ศาลดูความเหมาะสมกับลักษณะงาน ในคดีระดับผู้บริหารที่ศาลฎีกาเห็นว่าเลิกจ้างมีเหตุสมควร นายจ้างให้เวลาราวสองเดือนหลังจากเคยเตือนเป็นหนังสือแล้ว งานที่มีวงจรยาวกว่านั้นควรให้เวลามากกว่า
HR บอกว่าถ้าไม่เซ็นจะถือว่าขัดคำสั่ง จริงไหม
ยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักโดยตรงในเรื่องนี้ แต่การปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเปิดช่องให้นายจ้างยกขึ้นอ้างได้ ส่วนการขอเวลากลับไปอ่าน 1 ถึง 2 วันทำการ หรือการเซ็นรับทราบพร้อมโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นการใช้สิทธิตามปกติ ไม่ใช่การขัดคำสั่ง
คำถามว่า PIP ฉบับนี้คือการพัฒนาหรือการเตรียมให้ออก ไม่ได้ตอบจากชื่อเอกสาร แต่ตอบจากหัวข้อที่ใช้ประเมิน เป้าที่ตั้ง ระยะเวลาที่ให้ การสนับสนุนที่มีจริง และลำดับวันที่ในเอกสาร ห้าอย่างนี้คือสิ่งที่ศาลแรงงานอ่าน และเป็นสิ่งเดียวกับที่คุณอ่านได้ตั้งแต่วันแรกที่ถูกยื่นกระดาษให้
ถ้าคุณเป็นลูกจ้าง สิ่งที่มีค่าที่สุดในช่วง 60 วันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลงาน แต่คือแฟ้มเอกสารที่คุณสร้างขึ้นระหว่างทาง หนังสือโต้แย้งหนึ่งฉบับที่เขียนถูกจุดในสัปดาห์แรก มีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายยาวเป็นชั่วโมงในห้องพิจารณาคดี
ถ้าคุณเป็นนายจ้างหรือ HR PIP ที่ทำถูกวิธีไม่ได้ทำให้บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ทำให้บริษัทอยู่ในฐานะที่อธิบายเจตนาของตัวเองได้ และนั่นคือสิ่งที่แยกคดีที่จบด้วยค่าชดเชยอย่างเดียว ออกจากคดีที่จบด้วยค่าเสียหายเพิ่มอีกก้อน
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถ้าคุณเป็นลูกจ้าง
ถ้าคุณเป็นนายจ้างหรือ HR
เมื่อถูกเลิกจ้างแล้ว
ไม่แน่ใจว่า PIP ในมือคือโอกาสหรือกับดัก
หากคุณกำลังเจอปัญหาในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายไทยธนา ลอว์ เฟิร์ม เพื่อให้ทีมทนายช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เอกสาร และแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมกับกรณีของคุณ
บริษัท ไทยธนา ลอว์ เฟิร์ม จำกัด
อีเมล [email protected]
โทร 063-210-6492
LINE ID: @thaitanalawfirm
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ
Powered by Froala Editor