สมมติว่า ผู้จัดการฝ่ายขายรับงานสอนออนไลน์ช่วงวันหยุด บริษัทพบประกาศรับสมัครเรียนจึงหยิบสัญญาที่เขียนว่า “ห้ามทำงานอื่นทุกชนิด ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่” มาเตรียมลงโทษ แต่พอตรวจต่อกลับพบว่าพนักงานอีกคนรับงานให้คู่แข่งและใช้รายชื่อลูกค้าจากระบบบริษัท ทั้งสองกรณีควรถูกจัดการด้วยเหตุผลเดียวกันหรือไม่
📌 สรุปคำตอบสั้น ๆ
1. บริษัทควรระบุว่าต้องป้องกันความเสี่ยงอะไร เช่น งานให้คู่แข่ง การใช้ข้อมูลบริษัท หรือการทำงานส่วนตัวในเวลาที่ต้องทำงานให้นายจ้าง
2. ข้อห้ามต้องตรวจความเป็นธรรมและความได้สัดส่วน ไม่ใช่อาศัยเพียงลายเซ็นท้ายสัญญาเพื่อสรุปว่าห้ามงานนอกเวลาทุกประเภทได้
3. แยกระหว่างงานที่ทำได้ งานที่ต้องเปิดเผยหรือขออนุมัติ และงานที่มีข้อขัดกันชัดเจน พร้อมขั้นตอนพิจารณาที่ผู้ปฏิบัติใช้ได้จริง
งานนอกเวลาอาจเกี่ยวข้อง หากใช้ความลับ ดึงลูกค้า หรือมีผลประโยชน์ขัดกับหน้าที่ ต้องดูพฤติกรรมและหน้าที่จริง ไม่ใช่ดูเพียงนาฬิกา
ข้อห้ามที่ครอบคลุมกิจกรรมไม่เกี่ยวกับธุรกิจด้วยอาจสร้างภาระเกินจำเป็น และยังทำให้ HR ตัดสินใจไม่เป็นมาตรฐาน ควรเขียนให้โยงกับความเสี่ยงที่อธิบายได้
ตำแหน่งที่เข้าถึงข้อมูลราคา แผนธุรกิจ หรือมีอำนาจตัดสินใจเรื่องคู่ค้าอาจต้องมีรายละเอียดต่างกัน แต่ชื่อตำแหน่งอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อจำกัดทุกอย่างเหมาะสม
ต้องตรวจเหตุจริงและองค์ประกอบตามกฎหมายแยกต่างหาก ไม่ใช่กำหนดในสัญญาเองว่าการฝ่าฝืนทุกครั้งเป็นความผิดร้ายแรง
⚖️ เลนส์ทนายไทยธนา
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า... พนักงานเซ็นข้อห้ามทำงานอื่นแล้ว บริษัทจึงใช้ได้เต็มข้อความ
แต่ในทางคดี ศาลและกฎหมายมักมองว่า... ความเป็นธรรมของข้อสัญญาและคำสั่งยังต้องพิจารณาตามกฎหมาย รวมทั้งผลกระทบต่อหน้าที่และประโยชน์ที่บริษัทต้องการคุ้มครอง
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้... ข้อห้ามใช้คำกว้าง แต่ไม่มีนิยามคู่แข่ง ไม่มีขั้นตอนอนุมัติ และเคยยอมให้บางคนทำโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ... จัดกลุ่มงานเสริมตามความเสี่ยง แล้วทำสัญญา แบบเปิดเผย และเกณฑ์อนุมัติให้สอดคล้องกัน
มาตรา 14/1 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ให้อำนาจศาลจำกัดผลบังคับของสัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบเกินสมควร ให้ใช้ได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี จึงไม่ควรสรุปว่าลายเซ็นลูกจ้างทำให้ข้อห้ามทุกถ้อยคำพ้นจากการตรวจสอบ
ส่วนมาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 กล่าวถึงข้อตกลงจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่สร้างภาระมากกว่าที่พึงคาดหมาย โดยให้มีผลเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร การประเมินรวมถึงพื้นที่ ระยะเวลา โอกาสประกอบอาชีพอื่น และประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญา
กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าข้อห้ามทำงานเสริมทุกข้อใช้ไม่ได้ หรือว่าลูกจ้างทำงานอื่นได้โดยไม่มีเงื่อนไข คำถามที่ต้องตอบคือข้อจำกัดเฉพาะนั้นจำเป็นต่อหน้าที่และธุรกิจเพียงใด เมื่อเทียบกับภาระของลูกจ้าง
งานบางประเภทที่ต้องตรวจรายละเอียดก่อน เช่น รับเป็นที่ปรึกษาให้คู่ค้า หรือเป็นกรรมการของกิจการที่อาจมีธุรกรรมกับบริษัท อาจต้องใช้การเปิดเผยผลประโยชน์ การงดร่วมตัดสินใจบางเรื่อง หรือการกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ แทนการอนุมัติหรือปฏิเสธแบบเหมารวม
อีกกรณีคือพฤติกรรมที่กระทบประโยชน์ของนายจ้างโดยตรง เช่น รับงานคู่แข่งโดยนำข้อมูลราคาลับไปใช้ หรือเบี่ยงโอกาสขายที่ต้องเสนอให้บริษัทไปเป็นรายได้ส่วนตัว ต้องตรวจหลักฐานและหน้าที่ของบุคคลนั้น ไม่ใช้เพียงข่าวลือว่ามีรายได้หลายทางเป็นข้อสรุป
ในสัญญาควรกำหนดหน้าที่หลัก ข้อห้ามใช้ข้อมูลหรือทรัพยากรโดยมิชอบ และหลักการเปิดเผยกิจกรรมที่อาจมีผลประโยชน์ขัดกัน โดยระบุขอบเขตงานหรือกิจการที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจได้ ดู ข้อตกลงที่ควรมีในสัญญาจ้างงาน ประกอบการจัดวางเนื้อหา
รายละเอียดแบบคำขอ ผู้รับคำขอ ระยะเวลาตอบ และวิธีทบทวนเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน อาจอยู่ในนโยบายหรือขั้นตอนที่เชื่อมกับสัญญา ควรมีเกณฑ์ตัดสินที่ตรวจสอบได้ ไม่เขียนเพียงว่า “ขึ้นอยู่กับดุลพินิจบริษัทโดยเด็ดขาด” แล้วไม่มีเหตุผลประกอบ
ก่อนลงโทษให้ตรวจว่าลูกจ้างทำอะไร ข้อกำหนดที่อ้างชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ และได้แจ้งให้ทราบอย่างไร มาตรา 119(4) เกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม มีเงื่อนไขเรื่องหนังสือเตือน เว้นแต่กรณีร้ายแรง การเขียนให้ทุกการฝ่าฝืนเป็นเรื่องร้ายแรงไม่แทนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
การเลิกจ้าง การไม่จ่ายค่าชดเชย และความเสี่ยงเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต้องพิจารณาแยกกัน แม้บริษัทมีข้อห้ามทำงานเสริม ก็ไม่ควรกระโดดจากการพบโพสต์ขายสินค้าไปสู่คำสั่งเลิกจ้างทันที
✔ ระบุความเสี่ยงที่ต้องป้องกันได้โดยไม่ใช้เพียงคำว่าภาพลักษณ์บริษัท
✔ นิยามกิจการคู่แข่งและงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่อย่างมีขอบเขต
✔ แยกข้อห้ามระหว่างเป็นลูกจ้างออกจากข้อจำกัดหลังออกจากงาน
✔ มีแบบเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อการประเมิน
✔ กำหนดผู้พิจารณาและเวลาตอบคำขอ ไม่ปล่อยค้างโดยไร้กำหนด
✔ มีเกณฑ์ทบทวนเมื่อหน้าที่หรืองานเสริมเปลี่ยน
✔ เชื่อมผลการฝ่าฝืนกับขั้นตอนวินัยโดยไม่ตัดสิทธิตามกฎหมาย
✔ ตรวจประวัติการอนุมัติเดิมเพื่อให้ปฏิบัติอย่างมีเหตุผลสอดคล้องกัน
ให้เขียนข้อห้ามตามพฤติกรรมเสี่ยงและหน้าที่จริง พร้อมหลักฐานการใช้ข้อมูลหรือทรัพยากร การใช้คำกว้างไม่ได้ทำให้พิสูจน์การละเมิดง่ายขึ้นเสมอ
ควรขอเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจความขัดกัน เช่น ลักษณะงาน ผู้ว่าจ้างที่เกี่ยวข้อง และเวลาที่ต้องใช้ ไม่เริ่มด้วยการขอข้อมูลการเงินทุกบัญชีโดยไม่มีเหตุจำเป็น
ต้องดูเงื่อนไขเดิมและข้อเท็จจริงที่เปลี่ยน ควรกำหนดเหตุทบทวน วิธีแจ้ง และช่วงปรับตัวอย่างเหมาะสม ไม่สงวนสิทธิเพิกถอนได้ทุกกรณีโดยไม่อธิบาย
ขั้นที่ 1 รวบรวมสัญญาจ้าง JD นโยบายผลประโยชน์ทับซ้อน และหนังสืออนุมัติงานเสริมเดิม
ขั้นที่ 2 ทำรายการความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มตำแหน่งจากงานที่ทำจริง
ขั้นที่ 3 แยกกิจกรรมที่ทำได้ กิจกรรมที่ต้องขออนุมัติ และกิจกรรมต้องห้ามพร้อมเหตุผล
ขั้นที่ 4 ร่างข้อสัญญาและแบบเปิดเผยให้ใช้คำจำกัดความเดียวกัน
ขั้นที่ 5 กำหนดขั้นตอนตอบคำขอและการทบทวน โดยตรวจผลต่อสิทธิและสภาพการจ้างเดิม
ขั้นที่ 6 ชี้แจงการใช้งาน เก็บคำอนุมัติ และทบทวนเมื่อหน้าที่หรือธุรกิจเปลี่ยน
• ข้อห้ามครอบคลุมงานอาสาและงานครอบครัวทุกกรณีโดยไม่มีเหตุผล
• คำว่าคู่แข่งหมายถึงทุกธุรกิจที่บริษัทอาจทำในอนาคต
• ไม่ตอบคำขออนุมัติ แต่ถือว่าผู้ยื่นผิดวินัยเพราะไม่ได้รับอนุมัติ
• ผู้บริหารบางคนได้รับยกเว้นโดยไม่มีเกณฑ์
• กำหนดว่าฝ่าฝืนครั้งใดก็เลิกจ้างไม่จ่ายเงินทุกประเภท
• ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินจำเป็นเพื่อสืบงานเสริม
งานตรวจสัญญาของไทยธนาสามารถเริ่มจากความเสี่ยงของตำแหน่งและเอกสารที่ใช้จริง แล้วตรวจขอบเขตข้อห้ามทำงานอื่นควบคู่กับความลับและผลประโยชน์ทับซ้อน ผลงานที่ตกลงกันอาจรวมข้อความแก้ไขพร้อมเหตุผล แบบเปิดเผยกิจกรรมภายนอก และข้อเสนอขั้นตอนอนุมัติ เพื่อให้ HR ใช้เอกสารชุดเดียวกันได้โดยไม่ต้องตีความใหม่ทุกครั้ง
บริษัทห้ามพนักงานทำงานเสริมได้ทุกประเภทไหม
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น ต้องดูหน้าที่ ขอบเขตข้อห้าม ความจำเป็น และความเป็นธรรมของข้อกำหนดเฉพาะกรณี
ขายของวันหยุดต้องขออนุมัติเสมอหรือไม่
ตรวจสัญญาและนโยบายที่ใช้บังคับ รวมทั้งความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ การใช้เวลาและทรัพยากรของบริษัท ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกกิจการ
ทำงานให้คู่แข่งนอกเวลาถือว่าไม่เกี่ยวกับนายจ้างหรือไม่
ยังอาจเกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลลับหรือโอกาสทางธุรกิจ ต้องประเมินเนื้องานและพฤติกรรม ไม่ใช่ดูเพียงเวลาที่ทำ
ข้อห้ามทำงานเสริมเหมือน Non-Compete หลังลาออกไหม
เป็นข้อจำกัดคนละช่วงเวลา ควรแยกข้อความและเหตุผลการคุ้มครอง ไม่ใช้ระยะเวลาหลังลาออกมาปะปนกับหน้าที่ระหว่างจ้าง
พบงานเสริมแล้วเลิกจ้างไม่จ่ายชดเชยได้เลยไหม
ไม่ได้สรุปจากคำว่างานเสริม ต้องตรวจข้อเท็จจริงและองค์ประกอบเหตุยกเว้นตามกฎหมาย รวมถึงเรื่องคำเตือนในกรณีที่เกี่ยวข้อง
ก่อนให้ทนายตรวจควรเตรียมอะไร
ส่งสัญญาจ้าง JD ข้อบังคับ นโยบายกิจกรรมภายนอก และตัวอย่างการอนุมัติเดิมที่เกี่ยวข้อง โดยปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น
จุดเริ่มต้นของข้อห้ามที่ใช้งานได้ คืออธิบายให้ได้ว่างานภายนอกแบบใดกระทบหน้าที่อย่างไร เมื่อคำตอบชัด บริษัทจึงเลือกได้ว่าจะห้าม กำหนดเงื่อนไข หรือเพียงให้เปิดเผย โดยไม่ทำให้ทุกกิจกรรมส่วนตัวกลายเป็นข้อพิพาทแรงงาน
🔗 บทความที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 14/1 และ 119
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 5
ตรวจบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องสำหรับบทความวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ข้อความตัวอย่างไม่ใช่แบบสัญญาพร้อมใช้ และไม่ได้รับรองผลของข้อพิพาทรายใด
📞 ตรวจข้อห้ามทำงานเสริมให้ตรงกับธุรกิจและตำแหน่ง
ส่งสัญญาและนโยบายที่ใช้อยู่เพื่อประเมินขอบเขตงานตรวจ ร่าง หรือแก้ไข ดูรายละเอียดได้ที่ บริการตรวจและร่างสัญญา
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ
Powered by Froala Editor