สรุปสั้นก่อนเริ่มอ่าน: สัญญาจ้างงานที่รัดกุมต้องมีข้อตกลงพื้นฐานครบ ได้แก่ ข้อมูลคู่สัญญา ขอบเขตงาน เวลาทำงาน ค่าจ้าง และการลงนาม ส่วนเงื่อนไขพิเศษอย่างข้อห้ามแข่งขันและลิขสิทธิ์ผลงาน ต้องเขียนให้สมเหตุสมผลและถูกกรอบกฎหมาย ที่สำคัญ มี 4 ข้อที่นายจ้างห้ามเขียนเด็ดขาด เพราะเขียนไปก็เป็นโมฆะและกลายเป็นหลักฐานมัดตัวในศาล
ในตอนที่ 1 และ 2 ของซีรีส์ เราอธิบายเรื่องประเภทของสัญญาจ้างไปแล้ว — ทั้งความต่างระหว่างจ้างแรงงานกับจ้างทำของ และระหว่างสัญญากำหนดเวลากับไม่กำหนดเวลา
ในตอนนี้ ซึ่งเป็นตอนปิดซีรีส์ เราจะลงรายละเอียดที่จับต้องได้ที่สุด — การลงน้ำหมึกในหนังสือสัญญาจ้างจริง
เพราะปัญหาที่ทนายแรงงานพบบ่อยที่สุดคือ นายจ้างและ HR จำนวนมากดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาสำเร็จรูปจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ โดยไม่ได้ตรวจว่าข้อความนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
บางครั้งเผลอใส่เงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน — ผลคือข้อตกลงนั้นตกเป็นโมฆะ และที่แย่กว่านั้นคือ มันกลายเป็น หลักฐานมัดตัวนายจ้าง ในศาลแรงงาน
บทความนี้ ทนายความด้านแรงงานของไทยธนา ลอว์เฟิร์ม จะเปิดพิมพ์เขียวโครงสร้างสัญญาจ้างที่ถูกต้อง พร้อมชี้จุด "ข้อควรระวัง" และ "เงื่อนไขต้องห้าม" ให้ครบ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักก่อน — กฎหมายไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น ข้อตกลงด้วยวาจาก็ถือเป็นสัญญาจ้างที่มีผลทางกฎหมายได้
แต่ในมิติของการบริหารและการป้องกันข้อพิพาท การทำเป็นลายลักษณ์อักษรคือสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อเกิดคดี "สิ่งที่เขียนไว้" คือพยานหลักฐานที่หนักแน่นที่สุด
โครงสร้างพื้นฐานที่สัญญาจ้าง ต้องมี ประกอบด้วย
1. ข้อมูลคู่สัญญาและเอกสาร ชื่อหัวข้อสัญญา, สถานที่ทำสัญญา, วันเดือนปีที่ทำสัญญา, และชื่อ-นามสกุลพร้อมข้อมูลระบุตัวตนของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
2. ระยะเวลาและขอบเขตงาน วันเริ่มการจ้าง, ตำแหน่งงาน, หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และสถานที่ปฏิบัติงานที่ชัดเจน
3. วันเวลาทำงานและวันหยุด ชั่วโมงทำงานปกติต่อวัน, วันและเวลาทำงานประจำสัปดาห์ และวันหยุดประจำสัปดาห์
4. ค่าตอบแทน อัตราค่าจ้าง, กำหนดเวลาจ่ายค่าจ้าง (เช่น ทุกสิ้นเดือน) และวิธีการจ่าย (เช่น โอนเข้าบัญชี)
5. กรณีสัญญาแบบกำหนดเวลา ถ้าตั้งใจให้เป็นสัญญากำหนดระยะเวลา ต้องระบุวันสิ้นสุดสัญญาให้ชัดเจน (และอย่าลืมหลักจากตอนที่ 2 — ห้ามมีเงื่อนไขให้เลิกก่อนกำหนด มิฉะนั้นจะกลายเป็นสัญญาไม่กำหนดเวลา)
6. การลงนาม ลายมือชื่อของคู่สัญญา ทั้งฝั่งนายจ้าง (ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท) และลูกจ้าง พร้อมพยานถ้ามี
นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน นายจ้างมักกำหนดเงื่อนไขพิเศษเพื่อปกป้องผลประโยชน์องค์กร — เขียนได้ แต่แต่ละข้อมีจุดที่ต้องระวัง
นายจ้างกำหนดระยะเวลาและเกณฑ์วัดผลการทดลองงานในสัญญาได้
แต่ห้ามเขียน ข้อความทำนองว่า "นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างได้ทันทีในช่วงทดลองงาน โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย" เพราะขัดต่อมาตรา 17 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
และต้องจำว่า อายุงานนับตั้งแต่ วันแรก ที่เข้าทำงานทดลองงาน ไม่ใช่นับเมื่อผ่านทดลองงานแล้ว
มีหลายเรื่องที่นายจ้างใช้อำนาจบริหารบังคับฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากลูกจ้างก่อน ควรระบุให้ชัดในสัญญาหรือเอกสารแนบ
นายจ้างห้ามลูกจ้างไปทำงานกับคู่แข่งหรือเปิดกิจการแข่งหลังลาออกได้ เพื่อปกป้องฐานข้อมูลลูกค้าและความลับองค์กร
แต่ต้องกำหนดระยะเวลาและพื้นที่จำกัดสิทธิ์ที่เหมาะสมและเป็นธรรม
ในทางปฏิบัติ คดีห้ามแข่งขันที่ขึ้นศาลแรงงาน ศาลมักพิจารณาว่ากำหนดเวลาที่สมเหตุสมผลไม่ควรเกิน 2 ปีสำหรับงานทั่วไป และสำหรับบางตำแหน่ง ศาลฎีกาเคยมีแนววินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2561 ว่าการจำกัดระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ถือว่าเหมาะสม
นอกจากนี้ นายจ้างไม่ควรกำหนดค่าปรับจากการฝ่าฝืนสูงเกินจริงจนไม่สัมพันธ์กับฐานเงินเดือนลูกจ้าง เพราะถ้าสูงเกินส่วน ศาลแรงงานมีอำนาจปรับลดลงได้ตามที่เห็นสมควร
จุดนี้สำคัญมากสำหรับบริษัทที่จ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักออกแบบ หรือนักเขียนคอนเทนต์
ความเข้าใจผิดที่อันตราย: หลายบริษัทคิดว่า "จ้างมาทำงาน ผลงานก็เป็นของบริษัทอยู่แล้ว"
ความจริงตามกฎหมายลิขสิทธิ์: สิทธิในผลงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ในเวลางาน ยังคงเป็นของ ลูกจ้างผู้สร้างสรรค์ เว้นแต่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น
ดังนั้น ถ้าต้องการให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของบริษัทโดยสมบูรณ์ ต้องเขียนระบุชัดในสัญญาจ้าง เช่น "บรรดาสิทธิและลิขสิทธิ์ในผลงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างการจ้างงาน ให้ตกเป็นของนายจ้างแต่เพียงผู้เดียว"
ถ้าไม่เขียน — บริษัทอาจพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์หรือผลงานที่จ่ายเงินจ้างให้ทำ
กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ข้อตกลงใดที่ให้ลูกจ้างได้สิทธิประโยชน์ ต่ำกว่า ที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นการตัดสิทธิตามกฎหมาย — ตกเป็นโมฆะทันที
และที่อันตรายกว่านั้น ข้อสัญญาเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานแสดงเจตนาเอาเปรียบของนายจ้างในศาล
นี่คือ 4 กับดักที่ห้ามเขียน
ความจริง: ถ้าลูกจ้างทำผิดระเบียบ นายจ้างไม่มีสิทธิ์ยึดเงินประกันความเสียหายทิ้งทั้งหมดทันที นายจ้างมีหน้าที่คืนเงินประกันตามกำหนดเวลา ถ้าบริษัทเสียหายจริง ต้องไปใช้สิทธิ์เรียกร้องหรือฟ้องทางแพ่งเพื่อหักลบกลบหนี้ตามจริง ริบเงินโดยอัตโนมัติไม่ได้
ความจริง: นายจ้างต้องจัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน จะระบุในสัญญาให้ลูกจ้างทำงานติดต่อกันทุกวันไม่ได้
ความจริง: การเขียนว่า "ลูกจ้างตกลงไม่รับค่าชดเชยใดๆ หากบริษัทเลิกจ้าง" ขัดต่อกฎหมายชัดเจน ถ้าเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 นายจ้างยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานเสมอ
ความจริง: การเขียนว่า "เงินเดือน 30,000 บาทนี้ รวมค่าโอทีทั้งหมดแล้ว ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์เรียกค่าโอทีแยก" ศาลฎีกาวินิจฉัยหลายแนวว่าใช้บังคับไม่ได้ เพราะเป็นการเอาเปรียบลูกจ้างและบังคับล่วงหน้าให้ทำโอทีโดยไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นรายครั้ง นายจ้างยังต้องคำนวณและจ่ายค่าโอทีตามชั่วโมงที่ทำจริง
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… สัญญาจ้างที่ดีที่สุดสำหรับนายจ้าง คือสัญญาที่เขียนเงื่อนไขให้บริษัทได้เปรียบมากที่สุด ตัดสิทธิ์ลูกจ้างให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อปกป้ององค์กรอย่างเต็มที่
แต่ในทางคดี ศาลและกฎหมายมักมองว่า… ข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินกรอบกฎหมาย ไม่ได้แค่ "ไม่มีผลบังคับ" — มันทำงานย้อนกลับมาทำร้ายนายจ้างเอง เมื่อขึ้นศาล ข้อสัญญาที่เขียนว่า "ไม่รับค่าชดเชย" หรือ "เหมาโอที" กลายเป็นพยานหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่านายจ้าง มีเจตนาเอาเปรียบ และ รู้อยู่แล้วว่ากำลังเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งส่งผลต่อการพิจารณาเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายอื่นๆ
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… นายจ้างจำนวนมากเสียเปรียบในศาล ไม่ใช่เพราะ "ไม่มีสัญญา" แต่เพราะ "มีสัญญาที่เขียนผิด" — สัญญาที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตรวจ มักมีทั้งข้อที่เป็นโมฆะและข้อที่ขาดหายไป เช่น ลืมเขียนข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ ทำให้บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานที่จ่ายเงินจ้าง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… มองสัญญาจ้างเป็น "การลงทุนป้องกันความเสี่ยง" ไม่ใช่ "เอกสารพิธีการ" — ก่อนนำแบบฟอร์มใดมาใช้ ให้ทนายตรวจ 3 อย่าง คือ (1) ตัดข้อที่เป็นโมฆะออก (2) เติมข้อที่จำเป็นแต่ขาดหาย เช่น ลิขสิทธิ์ การรักษาความลับ (3) ปรับเงื่อนไขพิเศษอย่างข้อห้ามแข่งขันให้อยู่ในกรอบที่ศาลรับได้ การลงทุนตรวจสัญญาครั้งเดียว ถูกกว่าค่าเสียหายจากคดีหลายเท่า
ว่าด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกสัญญาจ้าง — เป็นเหตุผลที่ห้ามเขียนข้อสัญญาให้เลิกจ้างทดลองงานได้ทันทีโดยไม่บอกกล่าว
ระบุความผิดร้ายแรงที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย — เป็นเหตุผลที่ข้อสัญญา "ตัดสิทธิ์ค่าชดเชยทุกกรณี" เป็นโมฆะ เพราะถ้าไม่เข้ามาตรา 119 ก็ต้องจ่ายเสมอ
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน — เป็นสิทธิขั้นต่ำที่ตกลงให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้
การทำโอทีต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นรายครั้ง และต้องจ่ายค่าโอทีตามชั่วโมงจริง — เป็นเหตุผลที่ "เหมาโอทีรวมเงินเดือน" ใช้ไม่ได้
หลักทั่วไป — ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างในทางการที่จ้าง ยังเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ตกลงเป็นหนังสือเป็นอย่างอื่น
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ ในหลายกรณีต้องขอความยินยอม
เช็กลิสต์ 9 ข้อก่อนนำสัญญาจ้างไปใช้
เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้าง ฝ่ายลูกจ้างมักยกข้อต่อสู้ดังนี้
นี่คือเหตุผลที่ข้อสัญญาที่เขียนผิด อันตรายกว่าการไม่มีข้อสัญญานั้นเลย
ลำดับขั้นตอนที่ปลอดภัย
🚩 สัญญาณที่ควรปรึกษาทนายความ
ทีมทนายความด้านแรงงานของไทยธนา ลอว์เฟิร์ม ให้คำปรึกษาและบริการในเรื่องเหล่านี้
ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ไม่ควรใช้โดยไม่ตรวจ เพราะแบบฟอร์มสำเร็จรูปจำนวนมากมีทั้งข้อที่เป็นโมฆะและข้อสำคัญที่ขาดหาย เช่น ข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ ควรให้ทนายตรวจและปรับให้ตรงกับลักษณะธุรกิจก่อนใช้จริง
ไม่มีผล เป็นโมฆะ เพราะขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ถ้าเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 นายจ้างยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานเสมอ ที่แย่กว่านั้นคือข้อความนี้อาจกลายเป็นหลักฐานแสดงเจตนาเอาเปรียบในศาล
ไม่อัตโนมัติ ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิในผลงานที่ลูกจ้างสร้างยังเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น ดังนั้นถ้าต้องการให้ลิขสิทธิ์เป็นของบริษัท ต้องเขียนข้อตกลงโอนลิขสิทธิ์ไว้ในสัญญาจ้างให้ชัดเจน
กฎหมายไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ต้องสมเหตุสมผลและเป็นธรรม ในทางปฏิบัติ ศาลมักมองว่าระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับงานทั่วไปไม่ควรเกิน 2 ปี และบางกรณีมีแนววินิจฉัยว่าไม่เกิน 1 ปีถือว่าเหมาะสม ถ้าเขียนกว้างเกินไป ศาลมีอำนาจปรับลดได้
ไม่ได้ทุกตำแหน่ง เรียกเงินประกันได้เฉพาะตำแหน่งงานที่กฎหมายอนุญาต เช่น งานที่เกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน และต้องได้รับความยินยอม ที่สำคัญ ถ้าลูกจ้างทำผิดระเบียบ นายจ้างยึดเงินประกันทิ้งทันทีไม่ได้ ต้องคืนตามกำหนดและไปฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งแยกต่างหาก
เขียนได้ แต่ใช้บังคับไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยหลายแนวว่าการเหมาโอทีรวมเงินเดือนเป็นการเอาเปรียบลูกจ้าง นายจ้างยังต้องคำนวณและจ่ายค่าโอทีตามชั่วโมงที่ทำงานจริง และการทำโอทีต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นรายครั้ง
มีผล กฎหมายไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นหนังสือ ข้อตกลงด้วยวาจาก็เป็นสัญญาจ้างที่สมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท เอกสารคือพยานหลักฐานที่หนักแน่นที่สุด
การจรดปากกาเซ็นสัญญาจ้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสรรหาบุคคล แต่คือ "จุดเริ่มต้น" ของความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่ผูกพันระยะยาว
3 หัวใจที่ต้องจำจากบทความนี้:
หลายคดีไม่ได้แพ้เพราะ "ไม่มีสัญญา" แต่แพ้เพราะ "มีสัญญาที่เขียนผิด" — การลงทุนตรวจสัญญาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ถูกกว่าค่าเสียหายจากคดีหลายเท่าเสมอ
ต้องการให้ทนายตรวจหรือร่างสัญญาจ้างงานให้บริษัท?
ถ้าบริษัทคุณกำลังใช้แบบสัญญาที่ไม่แน่ใจ หรือกำลังจะร่างสัญญาจ้างใหม่ ตลอดจนต้องการวางระบบเอกสาร HR ทั้งระบบ สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายไทยธนา ลอว์เฟิร์ม ได้ครับ
ทีมทนายความของเราพร้อมช่วย:
📞 โทร: 063-210-6492 ✉️ อีเมล: [email protected] 💬 LINE: https://page.line.me/thaitanalawfirm
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับรายละเอียดเฉพาะตัว ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินคดีของคุณโดยตรง
ผู้เขียน: ทีมทนายความไทยธนา ลอว์เฟิร์ม | สาขาที่เชี่ยวชาญ: คดีแรงงาน สัญญาธุรกิจ เผยแพร่: [วันที่] อัพเดทล่าสุด: [วันที่]
Powered by Froala Editor