เดือนมีนาคม บริษัทแจ้งว่าจะโอนลูกค้ารายใหญ่สามรายไปให้ทีมใหม่ที่เพิ่งตั้ง เพื่อความเหมาะสมในการดูแล
สามรายนั้นคิดเป็น 62 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายที่พนักงานคนนี้ทำได้ทั้งปีก่อน
เดือนธันวาคม บริษัทเรียกเข้าห้อง บอกว่ายอดปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้วมาก ผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ขอเลิกจ้าง
คำถามคือ ยอดที่ตกลงนั้นเป็นผลงานของใคร
สรุปคำตอบสั้น ๆ ก่อน
รูปแบบที่เข้ามาปรึกษาบ่อยที่สุดมีสี่แบบ
แบบที่หนึ่ง โอนให้คนใหม่ บริษัทรับผู้บริหารคนใหม่เข้ามา คนใหม่พาทีมของตัวเองมาด้วย แล้วจัดสรร account ใหม่ทั้งหมด ลูกค้ารายใหญ่ไปอยู่กับคนของตัวเอง คนเก่าเหลือแต่ลูกค้ารายเล็กและลูกค้าที่ยังไม่เคยซื้อ
แบบที่สอง แยกทีม key account บริษัทตั้งทีมดูแลลูกค้ารายใหญ่แยกออกมาต่างหาก ด้วยเหตุผลว่าต้องการบริการที่เข้มข้นขึ้น พนักงานขายเดิมเหลือแต่ลูกค้าทั่วไป แต่เป้ายังเท่าเดิม
แบบที่สาม ตัดเขตขาย บริษัทแบ่งเขตใหม่ เขตที่มีฐานลูกค้าหนาแน่นถูกแบ่งให้คนอื่น พนักงานเดิมย้ายไปเขตที่ต้องเริ่มจากศูนย์
แบบที่สี่ ลดสายสินค้า บริษัทถอนสินค้าที่ขายง่ายและมาร์จิ้นดีออกจากมือพนักงานคนหนึ่ง เหลือแต่สินค้าที่วงจรการขายยาวและปิดยาก
ทั้งสี่แบบมีจุดร่วมเดียวกัน คือฐานที่ใช้ทำยอดถูกเปลี่ยนโดยบริษัท แต่ตัวเลขที่ใช้วัดผลไม่ได้เปลี่ยนตาม
โดยหลักการบริหาร บริษัทมีอำนาจจัดสรรงานและมอบหมายลูกค้าให้พนักงานคนใดก็ได้ แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางกรอบไว้หลายชั้น คือหนึ่ง ต้องมีเหตุจำเป็นและสมควรทางการบริหาร สอง สัญญาจ้างต้องไม่ได้บรรจุลูกจ้างไว้ในตำแหน่งเฉพาะและไม่มีข้อตกลงสภาพการจ้างห้ามโยกย้าย สาม ต้องไม่ลดตำแหน่ง ค่าจ้าง หรือสิทธิประโยชน์ และสี่ ต้องกระทำโดยสุจริต ไม่เป็นการกลั่นแกล้ง
ข้อสามและข้อสี่คือจุดที่คดีลักษณะนี้แพ้ชนะกันจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2548 วางไว้ว่าการย้ายไปทำงานที่มีลักษณะด้อยกว่าเดิมและอยู่ใต้หัวหน้าที่ระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิม ถือเป็นการลดตำแหน่ง แม้จ่ายค่าจ้างเท่าเดิม ก็เป็นคำสั่งย้ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลูกจ้างปฏิเสธได้โดยไม่ถือว่าฝ่าฝืนคำสั่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2555 เป็นคดีที่ใกล้เคียงสถานการณ์นี้มากที่สุด ศาลวางว่าการโยกย้ายตำแหน่งและการไม่มอบหมายงานเป็นอำนาจบริหารที่นายจ้างทำได้จริง แต่ต้องกระทำโดยสุจริต ไม่เป็นที่เสียหายแก่ลูกจ้าง และต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้ง คดีนั้นเงินเดือนฐานของลูกจ้างเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ถูกถอดค่าเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ก้อนใหญ่ออกไป ทำให้รายได้รวมลดลงมาก ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งย้าย
แต่ต้องรู้ด้านกลับด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2548 วางไว้ว่าการเสียค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์เพราะย้ายออกจากฝ่ายขาย ไม่ถือเป็นการตัดค่าจ้าง เพราะเป็นสวัสดิการที่ผูกกับหน้าที่ ไม่ใช่ผูกกับตัวลูกจ้าง และอำนาจบังคับบัญชาที่ลดลงก็ไม่ใช่การลดตำแหน่งเสมอไป นายจ้างจะยกแนวนี้ขึ้นสู้ว่าคอมมิชชั่นผูกกับพอร์ตที่ได้รับมอบหมาย เมื่อโอนพอร์ตโดยชอบ คอมมิชชั่นก็หายไปตามหน้าที่
จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ว่า คอมมิชชั่นในกรณีของคุณผูกกับตัวลูกจ้าง หรือผูกกับพอร์ตที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งต้องอ่านจากโครงสร้างการจ่ายจริงและถ้อยคำในแผนคอมมิชชั่นและสัญญาจ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2545 เป็นแนวเทียบเคียงที่ใกล้ที่สุด คดีนั้นลูกจ้างเป็นผู้จัดการฝ่ายขายรถเล็ก ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าผลประโยชน์ตอบแทนการขายรถยนต์เป็นสภาพการจ้างอย่างหนึ่ง เมื่อนายจ้างกำหนดให้จ่ายแก่ลูกจ้างแล้ว จะเปลี่ยนแปลงโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้ ส่วนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้จึงคงอยู่
แต่คดีเดียวกันนี้มีอีกด้านที่ลูกจ้างต้องรู้ ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยจริงคือเรื่องการลดค่าจ้าง และผลคือนายจ้างชนะ ศาลฎีกาวางไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นอกจากทำผ่านการแจ้งข้อเรียกร้องแล้ว จะตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนเป็นหนังสือหรือโดยปริยายก็ได้ คดีนั้นลูกจ้างไม่โต้แย้งและรับเงินอัตราใหม่ตลอดมา ศาลถือว่าตกลงโดยปริยายแล้ว
แปลว่า ถ้าคุณถูกดึงลูกค้าไปแล้วเงียบ ทำงานต่อไปเฉย ๆ รับคอมมิชชั่นที่ลดลงไปเรื่อย ๆ ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ทักท้วง คุณจะเถียงได้ยากขึ้น
เรื่องนี้ตอบด้วยกฎหมายคนละฉบับ
ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ศาลจะตรวจว่าเหตุเลิกจ้างมีอยู่จริงหรือไม่ และแม้จะมีเหตุอยู่บ้าง เหตุนั้นสมควรและเพียงพอถึงขั้นเลิกจ้างหรือไม่ ไม่ได้ยึดเพียงคำกล่าวของบริษัทว่ายอดขายต่ำ
หลักที่ศาลใช้พิจารณาคือ ต้องพิเคราะห์ถึงมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ ว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7179/2545 และที่ 4630/2565 หลักการเดียวกันนี้อธิบายไว้ละเอียดในบทความ Sales Manager ยอดไม่ถึงเป้า นายจ้างเลิกจ้างได้เลยไหม
ดังนั้น หากบริษัทเป็นผู้เปลี่ยนเงื่อนไขการทำงานจนยอดขายลดลงเอง เช่น ถอนลูกค้ารายใหญ่ เปลี่ยนเขตขาย ลดสายสินค้า ลดทีมสนับสนุน หรือย้ายฐานลูกค้าไปให้พนักงานอื่น แล้วใช้ยอดที่ลดลงเป็นเหตุเลิกจ้าง ย่อมเกิดข้อโต้แย้งสำคัญว่าเหตุที่อ้างไม่สะท้อนผลงานที่แท้จริงของลูกจ้าง
จุดตัดสินคดีจึงไม่ใช่คำถามว่าบริษัทมีสิทธิโอนลูกค้าหรือไม่ แต่คือคำถามว่าบริษัทสร้างเงื่อนไขให้ยอดตกเองหรือไม่ และต่อมานำผลที่ตนสร้างขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้างเลิกจ้างอย่างสมควรหรือไม่
ประเด็นที่มีพลังที่สุดคือการเปรียบเทียบยอดก่อนถอนลูกค้ากับยอดหลังถอนลูกค้า พร้อมสัดส่วนรายได้ของลูกค้ารายนั้น และเปรียบเทียบเป้ากับโอกาสขายของพอร์ตใหม่
ตัวอย่างการจัดตารางที่ใช้ในชั้นศาลได้จริง สมมติจากตัวเลขข้างต้น
| รายการ | ปี 2568 (ก่อนถอน) | ปี 2569 (หลังถอน) |
|---|---|---|
| จำนวนลูกค้าในพอร์ต | 24 ราย | 21 ราย |
| ยอดขายจากลูกค้ารายใหญ่ 3 ราย | 18.6 ล้านบาท | 0 บาท (ถูกโอนออกเดือนมีนาคม) |
| ยอดขายจากลูกค้าที่เหลือ | 11.4 ล้านบาท | 12.8 ล้านบาท |
| ยอดขายรวม | 30.0 ล้านบาท | 12.8 ล้านบาท |
| สัดส่วนที่ลูกค้า 3 รายเคยสร้าง | 62 เปอร์เซ็นต์ | ถูกถอนออกทั้งหมด |
| เป้าที่บริษัทกำหนด | 30 ล้านบาท | 30 ล้านบาท (ไม่ปรับ) |
ตารางนี้เล่าเรื่องได้สามอย่างพร้อมกันโดยไม่ต้องอธิบายเลย
หนึ่ง ยอดจากลูกค้าที่ยังอยู่ในมือ เพิ่มขึ้น จาก 11.4 เป็น 12.8 ล้าน แปลว่าลูกจ้างทำงานหนักขึ้น ไม่ใช่แย่ลง
สอง ยอดรวมที่ตกทั้งหมดอธิบายได้ด้วยตัวแปรเดียว คือการถอน account ไม่ใช่ความสามารถ
สาม บริษัทถอนฐานรายได้ออกไป 62 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้ปรับเป้าลงเลยแม้แต่บาทเดียว
สามข้อนี้คือแกนของคดี ตารางแบบนี้หักล้างได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขมาจากระบบของบริษัทเอง แต่ไม่ใช่ว่าหักล้างไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากข้อต่อสู้ของฝ่ายนายจ้างในหัวข้อถัดไป
ควรพิสูจน์ให้เห็นลำดับเหตุการณ์และความเชื่อมโยงโดยตรง
ข้อสุดท้ายนี้สำคัญมากในเชิงตัวเลข ถ้าสินค้ามีวงจรปิดการขาย 6 เดือน แล้วบริษัทถอนลูกค้าเดือนมีนาคมและวัดผลเดือนธันวาคม ลูกจ้างมีเวลาสร้างฐานใหม่จริง ๆ เพียงรอบเดียวเท่านั้น
ข้อควรระวังเรื่องวิธีเก็บหลักฐาน อ่านให้จบก่อนลงมือ
ควรเก็บไฟล์ในรูปแบบที่แสดงวันเวลา แหล่งที่มา และความครบถ้วนของข้อความ และไม่ควรแก้ไขต้นฉบับ
เรื่องที่ต้องระวังจริงคือขอบเขตสิทธิในการเข้าถึง หลักคือเก็บเฉพาะสิ่งที่คุณเข้าถึงได้อยู่แล้วตามหน้าที่ปกติ อย่าใช้รหัสผ่านของคนอื่น อย่าเข้าระบบหรือโฟลเดอร์ของทีมที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคุณ เพราะการเข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่มีมาตรการป้องกันโดยไม่มีสิทธิ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีโทษจำคุก ส่วนการนำข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าออกไปเผยแพร่หรือส่งให้บุคคลภายนอก อาจมีความรับผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 324 ได้อีกชั้นหนึ่ง
ที่ใกล้ตัวที่สุดและคนมองข้ามบ่อยที่สุดคือฝั่งกฎหมายแรงงานเอง หากการดึงข้อมูลนั้นขัดนโยบายไอทีหรือข้อบังคับเรื่องข้อมูลความลับ และถูกตีว่าเป็นการฝ่าฝืนกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119 (4) หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 119 (1) นายจ้างจะเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีที่กำลังจะชนะจึงพลิกเป็นเสียเงินทุกก้อนได้จากขั้นตอนการเก็บหลักฐานเพียงอย่างเดียว
ส่วนข้อกังวลเรื่อง PDPA นั้นจัดการได้ เพราะการเก็บและใช้ข้อมูลเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องหรือใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายมีข้อยกเว้นรองรับอยู่ในมาตรา 24 และมาตรา 26 ประเด็นจึงอยู่ที่ขอบเขตการใช้ ไม่ใช่ห้ามเก็บโดยสิ้นเชิง
ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ ถ้าเอกสารสำคัญอยู่ในระบบที่คุณเข้าถึงไม่ได้แล้ว อย่าพยายามเข้าเอง ให้ใช้วิธีขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารจากนายจ้างในชั้นพิจารณาแทน
มุมมองเชิงคดีที่มักไม่ปรากฏในบทความทั่วไป
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ตัวเลขยอดขายคือความจริงที่เถียงไม่ได้ ยอดตกก็คือผลงานตก จบ
แต่ในทางคดี ศาลหรือกฎหมายมักมองว่า ตัวเลขคือผลลัพธ์ ไม่ใช่สาเหตุ และมาตรา 49 บังคับให้ศาลย้อนกลับไปดูมูลเหตุ ไม่ใช่หยุดที่ผลลัพธ์ คำถามที่ศาลจะถามคือ ยอดที่ตกลงนั้นตกเพราะอะไร และใครเป็นคนทำให้เกิดเหตุนั้น
ในทางเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2561 แม้จะเป็นคดีเลิกจ้างด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่คดีเลิกจ้างเพราะผลงาน แต่หลักที่ศาลวางไว้ใช้เทียบเคียงได้ คือเมื่อนายจ้างยังมีรายรับอยู่ มิได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ทั้งไม่ได้กำหนดและประกาศวิธีคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้าง และอธิบายไม่ได้ว่าลูกจ้างรายนั้นต่างจากพนักงานคนอื่นอย่างไร การเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แม้จะจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าครบแล้วก็ตาม
และแนวคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2123/2565 ชี้ว่าการนำหลักเกณฑ์การประเมินมาเปรียบเทียบระหว่างลูกจ้างสองคนโดยไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม (คำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้เผยแพร่ในฐานข้อมูลสาธารณะ ผู้ที่จะนำไปใช้อ้างอิงในคดีควรขอสำเนาจากระบบของศาลก่อน)
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ คดีลักษณะนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันที่คำพูด แต่แพ้ชนะกันที่ว่าใครมีตารางตัวเลข ปัญหาคือตัวเลขทั้งหมดอยู่ในระบบของบริษัท และในวันที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง อีเมลกับระบบ CRM จะถูกตัดภายในไม่กี่ชั่วโมง
ลูกจ้างที่ชนะคดีลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่เก่งกว่า แต่เป็นคนที่ในวันที่ถูกแจ้งว่าจะโอนลูกค้า เขาส่งอีเมลกลับไปทันทีว่าเข้าใจตรงกันแบบนี้ใช่ไหม และขอทราบว่าเป้าจะปรับตามหรือไม่
จุดเสี่ยงที่สองคือฝั่งนายจ้าง หลายบริษัทโอน account ด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่ชอบธรรมจริง เช่น ลูกค้าขอเปลี่ยนผู้ดูแล หรือตั้งทีม key account ตามมาตรฐานสากล แต่ลืมทำสองอย่าง คือลืมบันทึกเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และลืมปรับเป้าให้สอดคล้องกัน พอถึงวันขึ้นศาลจึงเหลือแต่คำอธิบายปากเปล่าไปสู้กับตารางตัวเลขของอีกฝ่าย
จุดเสี่ยงที่สามคือหนังสือเลิกจ้าง หากประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องระบุข้อเท็จจริงไว้ในหนังสือเลิกจ้างหรือแจ้งขณะเลิกจ้าง มิฉะนั้นยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ตามมาตรา 119 วรรคท้าย ข้อห้ามนี้ใช้เฉพาะประเด็นค่าชดเชย ส่วนประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 นายจ้างยังยกเหตุขึ้นต่อสู้ภายหลังได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2560
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ ถ้าคุณเป็นลูกจ้าง ในวันที่รู้ว่าจะถูกโอนลูกค้า ให้ทำสามอย่างภายในสัปดาห์เดียวกัน หนึ่ง บันทึกตัวเลขยอดขายแยกราย account ณ วันนั้นไว้ สอง ส่งอีเมลขอความชัดเจนว่าเป้าจะปรับตามหรือไม่ และจะได้ลูกค้าอะไรมาทดแทน สาม เก็บสำเนาผลประเมินและอีเมลชมเชยย้อนหลังไว้นอกระบบบริษัท
ถ้าคุณเป็นนายจ้าง ก่อนโอน account ให้ทำสองอย่าง หนึ่ง บันทึกเหตุผลทางธุรกิจของการโอนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในวันที่ตัดสินใจ ไม่ใช่ไปเขียนย้อนหลัง สอง ปรับเป้าให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าใหม่ และแจ้งเป็นหนังสือ ถ้าไม่ปรับ ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมยังใช้เป้าเดิมได้อย่างเป็นธรรม
ให้อำนาจศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้างนั้น หรือหากเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็กำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทน โดยพิจารณาจากอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
ค่าชดเชยตามอายุงาน คิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย
| อายุงาน | ค่าชดเชย |
|---|---|
| ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี | 30 วัน |
| ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี | 90 วัน |
| ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี | 180 วัน |
| ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี | 240 วัน |
| ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี | 300 วัน |
| ครบ 20 ปีขึ้นไป | 400 วัน |
มาตรา 119 คือประตูหลักที่ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุความผิดของลูกจ้าง มี 6 อนุมาตรา และภาระการพิสูจน์อยู่ที่นายจ้าง ยอดขายที่ตกลงไม่อยู่ในนั้น ส่วนมาตรา 17 และ 17/1 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 และ 583 คือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้าให้ออกทันทีในวันที่แจ้ง ต้องจ่ายก้อนนี้ด้วย
สภาพการจ้างหมายถึงเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน คอมมิชชั่นและผลประโยชน์ตอบแทนการขายจึงอาจเข้าข่ายเป็นสภาพการจ้างได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการจ่ายจริง
ใช้กับเรื่องคอมมิชชั่นค้างจ่าย นายจ้างต้องให้สินจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และถ้าเงินก้อนนั้นเข้าลักษณะเป็นค่าจ้าง มาตรา 70 กำหนดให้จ่ายภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ส่วนมาตรา 9 วรรคหนึ่งให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
ให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้เฉพาะเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ครอบคลุมค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ซึ่งต้องฟ้องศาลแรงงาน และมาตรานี้มีหลักเลือกทางเดินคดี จึงต้องตัดสินใจให้ถูกตั้งแต่ต้น
ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของตัวบทและแนวคำพิพากษาอีกครั้งก่อนใช้กับกรณีจริง
แกนคำโต้แย้งวางได้ว่า ยอดขายที่ลดลงมิได้เกิดจากการทำงานบกพร่องของลูกจ้าง แต่เป็นผลโดยตรงจากที่นายจ้างมีคำสั่งโอนลูกค้ารายใหญ่ซึ่งเป็นฐานยอดขายสำคัญออกจากความรับผิดชอบของลูกจ้าง โดยมิได้จัดสรรลูกค้าหรือโอกาสทางการขายทดแทนอย่างเทียบเคียง และยังคงใช้เกณฑ์ยอดขายที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขงานที่เปลี่ยนไป การนำผลดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างจึงไม่เป็นธรรม
ถ้าจะให้แกนนี้มีน้ำหนักจริง ต้องมีสามอย่างประกอบ
บริษัทอาจต่อสู้ว่าเป็นการบริหารจัดการตามปกติ หรือจำเป็นต้องโยกลูกค้าเพราะโครงสร้างธุรกิจ ผลประโยชน์ของลูกค้า ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือการปรับองค์กร ซึ่งไม่ใช่เหตุผิดกฎหมายโดยตัวมันเอง
ลูกค้าเป็นฝ่ายขอเปลี่ยนผู้ดูแลเอง ถ้ามีอีเมลจากลูกค้าหรือบันทึกการประชุมยืนยัน ข้อนี้มีน้ำหนักมากและอาจเปลี่ยนรูปคดีได้ เพราะเปลี่ยนสาเหตุจากการตัดสินใจของบริษัทไปเป็นเงื่อนไขที่บริษัทควบคุมไม่ได้ แต่ยังต้องอธิบายต่อว่าเหตุใดจึงไม่ปรับเป้าตามฐานลูกค้าที่เปลี่ยนไป
การโอนเกิดขึ้นเพราะลูกจ้างมีปัญหากับลูกค้ารายนั้นอยู่ก่อนแล้ว ถ้ามีร่องรอยการร้องเรียนก่อนวันโอน ข้อนี้ทำให้ลำดับเหตุการณ์กลับด้าน
บริษัทได้ปรับเป้าลงตามสัดส่วนแล้ว ถ้าปรับจริงและมีหนังสือ ข้อโต้แย้งหลักของลูกจ้างจะหายไปเกือบทั้งหมด
บริษัทให้ทรัพยากรทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น มอบ lead ใหม่ เพิ่มงบการตลาด หรือให้เวลาสร้างฐานลูกค้าใหม่ตามวงจรการขายจริง
แต่ไม่ว่าจะต่อสู้ทางไหน บริษัทจะต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงยังสมควรใช้ยอดขายหลังถูกลดฐานลูกค้าเป็นตัวชี้วัด และได้ให้โอกาสหรือทรัพยากรที่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างแล้ว
บริษัทมีสิทธิย้ายลูกค้าของเราไปให้คนอื่นไหม
โดยหลักมีสิทธิ เพราะเป็นอำนาจบริหารจัดการในการมอบหมายงาน แต่ต้องใช้โดยสุจริตและไม่เป็นการกลั่นแกล้ง และถ้าการย้ายนั้นกระทบคอมมิชชั่นหรือผลประโยชน์ตอบแทนการขายที่คุณได้รับอยู่แล้ว อาจกลายเป็นประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ต้องได้รับความยินยอม ซึ่งชี้ขาดกันที่โครงสร้างการจ่ายจริงว่าคอมมิชชั่นผูกกับตัวลูกจ้างหรือผูกกับพอร์ตที่ได้รับมอบหมาย
ยอดตกเพราะเขาดึงลูกค้าไป แล้วเขาเอามาไล่เราออกได้ไหม
เลิกจ้างได้ในทางสัญญา แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เพราะศาลดูมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขปลายทาง และแยกจากประเด็นนั้น ค่าชดเชยตามมาตรา 118 นายจ้างต้องจ่ายหากลูกจ้างทำงานครบ 120 วันขึ้นไปและไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา
หลักฐานอะไรสำคัญที่สุด
ตารางเปรียบเทียบยอดขายแยกราย account ก่อนและหลังวันโอน พร้อมสัดส่วนที่ลูกค้ารายนั้นเคยสร้าง และเป้าที่บริษัทกำหนดในสองช่วงเวลา ถ้าตัวเลขมาจากระบบของบริษัทเอง จะหักล้างได้ยากมาก
ถ้าบริษัทบอกว่าลูกค้าขอเปลี่ยนคนดูแลเอง จะสู้อย่างไร
ขอให้บริษัทแสดงหลักฐาน เช่น อีเมลจากลูกค้าหรือบันทึกการประชุม ถ้าบริษัทแสดงไม่ได้ ข้ออ้างนี้จะอ่อนลงมาก แต่ถ้าแสดงได้จริง ประเด็นนี้จะพลิกไปเป็นฝ่ายบริษัท
ถูกโอนลูกค้าไปแล้วเงียบมาหกเดือน ยังโต้แย้งได้ไหม
ยังโต้แย้งเรื่องความเป็นธรรมของการเลิกจ้างได้ แต่ประเด็นเรื่องคอมมิชชั่นจะอ่อนลง เพราะแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2545 วางว่าการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตกลงกันโดยปริยายก็ได้ การนิ่งเฉยแล้วรับเงื่อนไขใหม่ต่อไปอาจถูกตีความว่ายินยอมแล้ว
คอมมิชชั่นจากดีลที่ปิดไปแล้วก่อนถูกโอน ยังได้อยู่ไหม
ต้องดูข้อความในแผนคอมมิชชั่นว่าสิทธิเกิดเมื่อใด เมื่อปิดการขาย เมื่อลูกค้าชำระเงิน หรือเมื่อส่งมอบ ถ้าเงื่อนไขการเกิดสิทธิครบถ้วนแล้วก่อนวันโอน โดยหลักถือเป็นค่าตอบแทนการทำงานที่ลูกจ้างทำสำเร็จไปแล้ว นายจ้างมีหน้าที่จ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และถ้าคอมมิชชั่นนั้นเข้าลักษณะเป็นค่าจ้าง ยังได้กรอบเวลาจ่ายตามมาตรา 70 กับดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปีตามมาตรา 9 อีกด้วย
แต่ต้องดูสองอย่างประกอบเสมอ หนึ่ง คอมมิชชั่นแบบไหนเป็นค่าจ้าง ศาลดูโครงสร้างการจ่ายจริง ที่จ่ายตามสัดส่วนยอดขายเป็นรอบสม่ำเสมอมีแนวโน้มเป็นค่าจ้าง ส่วนที่ผูกกับเป้ารายปีและมุ่งจูงใจอาจไม่ใช่ สอง แผนคอมมิชชั่นบางฉบับกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีสถานะพนักงานอยู่ ณ วันจ่าย หรือมีข้อเรียกคืน ซึ่งเป็นเงื่อนไขการเกิดสิทธิที่ต้องอ่านเป็นรายกรณี ควรทวงเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีและอย่ารอจนถูกเลิกจ้าง
ฝั่งบริษัท ถ้าจำเป็นต้องโอน account จริง ควรทำอย่างไร
บันทึกเหตุผลทางธุรกิจไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในวันที่ตัดสินใจ ปรับเป้าให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าใหม่และแจ้งเป็นหนังสือ ให้ทรัพยากรทดแทนที่จับต้องได้ และให้เวลาสร้างฐานใหม่ตามวงจรการขายจริงของสินค้า
คดีลักษณะนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าบริษัทมีสิทธิโอนลูกค้าหรือไม่ เพราะโดยหลักแล้วมีสิทธิ ตราบที่ใช้โดยสุจริตและไม่เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ตัดสินกันที่คำถามว่าบริษัทเป็นคนสร้างเงื่อนไขให้ยอดตกเอง แล้วนำผลที่ตัวเองสร้างขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้างเลิกจ้างอย่างสมควรหรือไม่
สำหรับลูกจ้าง อาวุธที่แข็งที่สุดไม่ใช่คำอธิบายว่าตัวเองทำงานหนักแค่ไหน แต่คือตารางตัวเลขที่แสดงว่ายอดจากลูกค้าที่ยังอยู่ในมือไม่ได้ลดลง และวันที่บันทึกไว้ว่าฐานรายได้ถูกถอนออกไปเมื่อไหร่ ตารางนั้นสร้างได้ในวันที่ถูกแจ้ง ไม่ใช่วันที่ถูกเลิกจ้าง
สำหรับนายจ้าง การโอน account ที่มีเหตุผลทางธุรกิจจริงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการโอนโดยไม่บันทึกเหตุผล และการวัดผลด้วยเป้าที่ผูกกับฐานลูกค้าที่ไม่มีอยู่แล้ว สองข้อนี้เป็นสิ่งที่แก้ได้ด้วยเอกสารสองฉบับในวันที่ตัดสินใจ ราคาถูกกว่าค่าเสียหายที่ศาลกำหนดมาก
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ชุดบทความเรื่องเป้าและผลงาน อ่านต่อเนื่องกัน
เรื่องเงื่อนไขการจ้างและเอกสาร
เมื่อถูกเลิกจ้างแล้ว
ยอดตกเพราะฝีมือ หรือเพราะเขาถอนฐานออกไป
หากคุณกำลังเจอปัญหาในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายไทยธนา ลอว์ เฟิร์ม เพื่อให้ทีมทนายช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เอกสาร และแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมกับกรณีของคุณ
บริษัท ไทยธนา ลอว์ เฟิร์ม จำกัด
อีเมล [email protected]
โทร 063-210-6492
LINE ID: @thaitanalawfirm
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ ตัวเลขในตารางเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีจัดทำพยานหลักฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากคดีจริง
Powered by Froala Editor