ตัวอย่างสมมติ: บริษัทแต่งตั้งหัวหน้าทีมคนใหม่ สองเดือนต่อมาแจ้งให้เขาออกโดยระบุในหนังสือว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง พนักงานถามว่าบกพร่องเรื่องใด เพราะยังไม่เคยได้รับเป้าหมายหรือผลประเมินเป็นลายลักษณ์อักษร หัวหน้าตอบเพียงว่าผู้บริหารรู้สึกว่าทำงานร่วมกันไม่ได้
เหตุเลิกจ้างไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเป็นถ้อยคำที่กว้าง ต้องอธิบายต่อว่าหน้าที่ใดทำไม่ได้ มาตรฐานมาจากไหน และข้อเท็จจริงที่ใช้ตัดสินคืออะไร ถ้อยคำสุภาพช่วยให้การสื่อสารเหมาะสม แต่ไม่ทดแทนหลักฐานเรื่องความสามารถหรือความเหมาะสมของการตัดสินใจ
อ่านภาพรวมใน คู่มือเลิกจ้างและสิทธิเมื่อสิ้นสุดการจ้าง บทความนี้เจาะเรื่องการอธิบายเหตุไม่เหมาะสมกับตำแหน่งให้สัมพันธ์กับงานและหลักฐานที่มีอยู่
📌 สรุปคำตอบสั้น ๆ
1. ใช้คำว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งแล้วไม่ได้ทำให้การเลิกจ้างเป็นธรรมหรือได้รับยกเว้นจ่ายเงินโดยอัตโนมัติ
2. ควรระบุข้อเท็จจริงด้านงานที่พิสูจน์ได้ ตรวจเกณฑ์ประเมินและข้อชี้แจงของพนักงานก่อนสรุป
3. แยกกรณีผลงานไม่ถึงมาตรฐานออกจากความผิดทางวินัย แล้วตรวจการบอกกล่าว ค่าชดเชย และความเป็นธรรมเป็นรายประเด็น
คำว่าไม่เข้ากับทีม ไม่มีภาวะผู้นำ หรือทำงานไม่เป็นระบบ ยังไม่บอกว่าเกิดเหตุการณ์ใด ลองตรวจว่าพนักงานมีหน้าที่ส่งงานอะไร ตกลงเวลาหรือมาตรฐานไว้เมื่อใด และผลที่เกิดขึ้นต่างจากเกณฑ์นั้นอย่างไร ถ้าหัวหน้าพูดว่าประสานงานไม่ได้ ต้องมีเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ เช่น ไม่ส่งข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบจนงานส่วนอื่นล่าช้า
อย่าปรับคำกล่าวหาให้รุนแรงกว่าหลักฐาน การส่งงานช้าอาจมีสาเหตุจากการรออนุมัติหรือทรัพยากรที่บริษัทไม่จัดให้ ต้องแยกส่วนที่พนักงานควบคุมได้ออกจากข้อจำกัดขององค์กร บันทึกข้อมูลที่สนับสนุนพนักงานด้วย เพื่อให้การพิจารณาไม่เลือกเฉพาะข้อมูลที่เข้ากับข้อสรุปเดิม
ใช้ JD ฉบับที่ได้รับมอบหมายจริง เทียบกับสัญญาจ้างและการเปลี่ยนหน้าที่ระหว่างปี ถ้าจ้างมาให้ดูแลลูกค้าเดิม แต่ภายหลังคาดหวังให้หาลูกค้าใหม่ทั้งหมด ต้องตรวจว่าบริษัทสื่อสารและจัดการการเปลี่ยนหน้าที่อย่างไร การอ้างเอกสารฉบับที่พนักงานไม่เคยได้รับทำให้ต้องตอบข้อโต้แย้งเพิ่ม
คะแนนประเมินควรมีที่มาซึ่งตรวจสอบได้ ใครประเมิน ช่วงเวลาใด ใช้ข้อมูลอะไร และพนักงานมีโอกาสชี้แจงหรือไม่ หากข้อบังคับหรือกระบวนการของบริษัทกำหนดให้ทบทวนผลงานหรือมีแผนปรับปรุง ต้องพิจารณาขั้นตอนนั้นตามที่ใช้จริง การมี PIP ไม่ได้เป็นข้อบังคับเดียวกันสำหรับการเลิกจ้างทุกประเภท แต่บริษัทต้องตรวจสิ่งที่ตนตกลงหรือประกาศไว้
พนักงานที่พยายามทำงานแต่ยังไม่มีทักษะเพียงพอแตกต่างจากพนักงานที่ฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทจึงควรถามว่ากำลังประเมินความสามารถ หรือกล่าวหาว่ามีการกระทำผิด หากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องความสามารถ ไม่ควรเติมคำว่าจงใจทำให้เสียหายเพียงเพื่อให้เข้าข้อยกเว้นการจ่ายค่าชดเชย
มาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดเหตุยกเว้นค่าชดเชยเป็นกรณีต่าง ๆ การระบุว่าไม่เหมาะสมไม่ได้เป็นเหตุยกเว้นด้วยตัวเอง ถ้าจะอ้างความผิดที่เข้ามาตรานี้ ต้องตรวจองค์ประกอบและการแจ้งข้อเท็จจริงในขณะเลิกจ้าง ส่วนเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ตรวจมาตรา 17 และ 17/1 รวมถึงข้อตกลงของพนักงานรายนั้น
การจ่ายเงินตามสิทธิและความเป็นธรรมของเหตุเลิกจ้างเป็นคนละข้อพิจารณา ในการพิจารณาเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามกฎหมายศาลแรงงาน ศาลตรวจเหตุและข้อเท็จจริงของคดี การเขียนคำสุภาพหรือจ่ายแพ็กเกจที่บริษัทเห็นว่าเพียงพอจึงไม่ทำให้ข้อโต้แย้งด้านเหตุเลิกจ้างหายไป
บทความวิชาการของสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่องความเป็นธรรมของกระบวนการอธิบายว่าควรพิจารณาขั้นตอนร่วมกับเหตุเลิกจ้าง และกล่าวถึงแนวพิจารณาที่ต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าเพียงทำผิดขั้นตอนข้อใดข้อหนึ่งจะเกิดผลเดียวกันทุกคดี สำหรับ HR ทางปฏิบัติคือเก็บหลักฐานการดำเนินการตามข้อบังคับ พร้อมเหตุผลว่าข้อมูลใดนำไปสู่การตัดสินใจ
เริ่มจากหน้าที่หรือความคาดหวังที่แจ้งแล้ว ตามด้วยผลการทำงานในช่วงที่พิจารณาและการสื่อสารที่เกิดขึ้น ใช้ภาษาที่ไม่ตัดสินคุณค่าของบุคคล หากข้อมูลมีรายละเอียดมาก สามารถตรวจการจัดเอกสารอ้างอิงให้ชัดว่าเป็นฉบับใดและส่งให้พนักงานทราบอะไรบ้าง ไม่ใช้เอกสารที่เขาไม่เคยเห็นเป็นทางลัดสำหรับการแจ้งเหตุ
ควรตรวจหนังสือควบคู่กับบันทึกอนุมัติ เพราะถ้าหนังสือระบุเรื่องผลงาน แต่บันทึกภายในระบุว่าเลือกออกเพราะต้องการรับคนรู้จักเข้ามาแทน ความคลาดเคลื่อนจะเป็นประเด็นข้อพิพาทได้ ผู้ตรวจควรถามให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่เขียนเหตุใหม่ให้ดูเหมาะกับผลที่ตัดสินไปแล้ว
⚖️ เลนส์ทนายไทยธนา
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า... คำว่าไม่เหมาะสมช่วยจบการจ้างโดยไม่ต้องลงรายละเอียดที่อาจทำให้พนักงานเสียความรู้สึก
แต่ในทางคดี ศาลและกฎหมายมักมองว่า... ข้อพิพาทพิจารณาจากเหตุและข้อเท็จจริงจริง การเลือกถ้อยคำไม่ได้ทำให้ภาระพิสูจน์เรื่องนั้นหมดไป
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้... แฟ้มมีแต่ความเห็นหัวหน้า ไม่มีหน้าที่หรือมาตรฐานที่ใช้เทียบ และเหตุที่แต่ละฝ่ายเล่าขัดกัน
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ... รวบรวมข้อมูลด้านงาน เปิดโอกาสตรวจข้อชี้แจง และให้ผู้มีอำนาจทบทวนเหตุผลก่อนอนุมัติ
✔ มีหน้าที่งานฉบับที่ใช้ในช่วงประเมิน
✔ มีมาตรฐานหรือเป้าหมายที่สื่อสารให้ทราบจริง
✔ ระบุเหตุการณ์และช่วงเวลาที่ใช้ประเมินได้
✔ ตรวจข้อจำกัดจากระบบ ทรัพยากร และคำสั่งของบริษัท
✔ บันทึกข้อชี้แจงหรือการปรับปรุงผลงานที่เกิดขึ้น
✔ ตรวจขั้นตอนในข้อบังคับและสัญญาก่อนตัดสินใจ
✔ แยกสิทธิการเงินออกจากข้อสรุปเรื่องผลงาน
✔ ตรวจให้เหตุในหนังสือตรงกับบันทึกอนุมัติ
ไทยธนา ลอว์เฟิร์มช่วยตรวจแฟ้มผลงานเทียบกับสัญญาและข้อบังคับ ประเมินประเด็นที่ยังขาดหลักฐาน และตรวจร่างหนังสือก่อนส่ง หากเอกสารการจ้างไม่ระบุหน้าที่หรือขั้นตอนให้ชัด สามารถกำหนดขอบเขตงานแก้ไขสำหรับการใช้งานในอนาคตได้ โดยไม่แก้ประวัติเดิมให้กลายเป็นข้อเท็จจริงใหม่
ระบุแค่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งพอไหม?
ต้องตรวจข้อเท็จจริงที่รองรับและการแจ้งเหตุ โดยเฉพาะหากจะอ้างเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119
ผลงานไม่ดีถือเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่?
ไม่ควรสรุปจากคะแนน ต้องแยกลักษณะผลงานกับการกระทำผิดและตรวจองค์ประกอบกฎหมาย
ต้องทำ PIP ก่อนเลิกจ้างทุกครั้งไหม?
ตรวจเหตุเลิกจ้าง สัญญา ข้อบังคับ และขั้นตอนที่บริษัทผูกพัน ไม่มีกระบวนการเดียวที่ใช้แทนทุกกรณี
พนักงานไม่ยอมรับคะแนนประเมิน บริษัทควรทำอะไร?
เก็บข้อมูลที่ใช้ประเมินพร้อมข้อโต้แย้ง แล้วทบทวนว่ามาตรฐานและกระบวนการใช้ได้กับข้อเท็จจริงหรือไม่
จ่ายค่าชดเชยครบแล้วถูกฟ้องได้ไหม?
การจ่ายค่าชดเชยไม่ตัดข้อโต้แย้งเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือเงินประเภทอื่นโดยอัตโนมัติ
ทนายต้องเห็นเอกสารอะไรเพื่อช่วยตรวจ?
สัญญาจ้าง JD เกณฑ์และผลประเมิน หลักฐานการสื่อสาร ข้อบังคับ และร่างหนังสือพร้อมข้อมูลค่าจ้าง
หากยังตอบไม่ได้ว่าบกพร่องเรื่องใดและทราบเกณฑ์เมื่อใด ควรตรวจแฟ้มก่อน
เก็บเกณฑ์ฉบับที่ใช้จริงคู่กับผลประเมิน เพื่อให้ตรวจสอบความคาดหวังตั้งแต่ต้นได้
🔗 บทความที่เกี่ยวข้อง
📞 ตรวจเหตุและหนังสือเลิกจ้างกับทีมทนาย
ส่งร่างหนังสือพร้อมข้อมูลผลงานและเงื่อนไขการจ้าง เพื่อให้ตรวจประเด็นก่อนแจ้งพนักงาน ดูรายละเอียดได้ที่ บริการทนายคดีแรงงาน
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ
Powered by Froala Editor