หลายคนเพิ่งรู้ตัวตอนรถเฉี่ยวชนแล้วเรียกประกัน ว่าทำไมพนักงานถึงบอกว่า "ต้องจ่ายเองก่อน 6,000 บาทนะครับ" ทั้งที่จ่ายเบี้ยประกันชั้น 1 มาตลอด ไม่เคยขาด
บางคนตกใจกว่านั้น เพราะคนที่ขับตอนเกิดเหตุก็คือสามี ภรรยา หรือลูกตัวเอง — คนในบ้านแท้ ๆ
เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของบริษัทประกัน แต่เป็นผลของ กติกาประกันรถปี 2569 ที่เปลี่ยนไป และความจริงคือ มันไม่ได้กระทบทุกคนเหมือนกัน บางกรมธรรม์ต้องจ่าย บางกรมธรรม์ไม่ต้องจ่ายเลย ความต่างอยู่ที่ "คุณเลือกแบบไหนตอนต่อประกัน" และ "ใครเป็นคนขับตอนเกิดเหตุ"
บทความนี้ทนายไทยธนาจะอธิบายให้ชัดว่ากฎใหม่นี้คืออะไร ใครต้องจ่าย 6,000 บาทจริง ๆ และถ้าบริษัทประกันใช้เงื่อนไขนี้ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมอย่างไม่เป็นธรรม คุณมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง
⚖️ หมายเหตุก่อนอ่าน: ข้อมูลกฎเกณฑ์ในบทความนี้อ้างอิงจากคำสั่งนายทะเบียนของ คปภ. และข่าวสารช่วงต้นปี 2569 เนื่องจากเป็นเรื่องที่อาจมีการปรับปรุงได้ ก่อนนำไปใช้ตัดสินใจในกรณีของคุณ ควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ฉบับจริงและข้อมูลล่าสุดจาก คปภ. อีกครั้ง
ตั้งแต่ปี 2569 ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจของรถส่วนบุคคลใช้กติกาใหม่ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 โดยคุณยัง เลือกได้ ว่าจะทำแบบ "ระบุชื่อผู้ขับขี่" หรือ "ไม่ระบุชื่อ" หากเลือกแบบระบุชื่อ จะได้ส่วนลดเบี้ย แต่ถ้าวันเกิดเหตุคนขับ ไม่ใช่ชื่อที่ระบุไว้ และเป็นฝ่ายประมาท ผู้เอาประกันต้องจ่าย ค่าเสียหายส่วนแรก เองก่อน — โดยทั่วไป 6,000 บาทสำหรับรถตัวเอง และ 2,000 บาทสำหรับทรัพย์สินคู่กรณี ความคุ้มครองยังมีอยู่ แต่ต้องจ่ายส่วนนี้เอง
<a id="section1"></a>
ในปี 2569 ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ (ทั้งชั้น 1, 2, 3, 2+ และ 3+) ของรถส่วนบุคคล เปลี่ยนมาใช้แนวทาง "คิดเบี้ยตามพฤติกรรมคนขับจริง" ตามคำสั่งนายทะเบียนของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ใครขับดี ไม่เคลมบ่อย ก็มีโอกาสได้เบี้ยถูกลง
สาระสำคัญที่เจ้าของรถควรรู้มี 4 ข้อ
หนึ่ง คุณยังเลือกได้ คปภ. ยืนยันว่า ไม่ได้บังคับ ให้ระบุชื่อผู้ขับขี่ คุณยังทำประกันแบบ "ไม่ระบุชื่อ" ได้ตามปกติ เพียงแต่เบี้ยจะแพงกว่า
สอง ระบุชื่อได้มากขึ้น เดิมระบุได้แค่ 2 คน กติกาใหม่ระบุได้สูงสุด 5 คน ต่อกรมธรรม์ และคนคนหนึ่งถูกระบุในรถหลายคันได้
สาม ระบุชื่อแล้วได้ส่วนลด ผู้ที่เลือกแบบระบุชื่อและมีพฤติกรรมขับขี่ดี มีโอกาสได้ส่วนลดเบี้ยค่อนข้างมาก
สี่ มีการให้ระดับความเสี่ยงผู้ขับ ระบบจะประเมินผู้ขับเป็นระดับ 1–5 โดยดูประวัติย้อนหลังประมาณ 12 เดือน เช่น ประวัติการเคลม
ฟังดูเหมือนได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่จุดที่คนมองข้ามคือ "ราคาที่ต้องจ่าย" เมื่อคนขับจริงไม่ตรงกับชื่อในกรมธรรม์
<a id="section2"></a>
ลองนึกภาพสถานการณ์นี้ (เป็นตัวอย่างสมมุติเพื่ออธิบายหลักการ)
คุณสมชายต่อประกันรถชั้น 1 แบบ "ระบุชื่อผู้ขับขี่" เพราะตัวแทนบอกว่าได้ส่วนลดเบี้ย เขาระบุชื่อตัวเองคนเดียว เพราะปกติขับเอง
วันหนึ่งภรรยาขอยืมรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ระหว่างทางเกิดเฉี่ยวชนกับรถคันอื่น และเป็นฝ่ายประมาท
เมื่อแจ้งเคลม บริษัทประกันแจ้งว่า "ความคุ้มครองยังมีอยู่ครับ แต่เนื่องจากคนขับไม่ใช่ชื่อที่ระบุในกรมธรรม์ คุณต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเองก่อน 6,000 บาทสำหรับรถของคุณ และ 2,000 บาทสำหรับรถคู่กรณี"
คุณสมชายงง เพราะคนขับก็คือภรรยาตัวเอง ไม่ใช่คนแปลกหน้า
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยมากในปี 2569 โดยเฉพาะกับ บ้านที่มีหลายคนใช้รถคันเดียวกัน ครอบครัวที่ลูกหลานสลับกันขับ หรือกิจการที่มีพนักงานหลายคนขับรถบริษัท แต่ระบุชื่อในกรมธรรม์ไม่ครบ
<a id="section3"></a>
ความเข้าใจผิดที่ 1
ความเข้าใจผิดที่ 2
ความเข้าใจผิดที่ 3
ความเข้าใจผิดที่ 4
<a id="section4"></a>
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า... เรื่องนี้เป็นเรื่อง "ข่าวประกัน" ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แค่เลือกแบบที่เบี้ยถูกที่สุดก็พอ
แต่ในทางกฎหมาย กรมธรรม์ประกันภัยคือ "สัญญา"... ค่าเสียหายส่วนแรก 6,000–8,000 บาทไม่ใช่บทลงโทษจากรัฐ แต่เป็น ข้อสัญญา ที่คุณตกลงด้วยตอนเซ็นกรมธรรม์ และในทางคดี เมื่อมีข้อพิพาท ศาลจะดูที่ตัวสัญญา เอกสารแนบท้าย และพฤติการณ์ว่าใครเป็นฝ่ายประมาทจริง ไม่ใช่ดูที่ "ความรู้สึก" ของคู่กรณี
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้... ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่กฎใหม่ แต่อยู่ที่ "เซ็นโดยไม่อ่าน" คนจำนวนมากเลือกแบบระบุชื่อเพราะอยากได้ส่วนลด โดยลืมว่าบ้านตัวเองมีหลายคนขับ หรือลืมอัปเดตชื่อเมื่อมีคนขับใหม่ และอีกจุดที่อันตรายกว่าคือ บางครั้งบริษัทประกัน ตีความเงื่อนไขเกินจริง เช่น อ้างว่าคนขับไม่ตรงชื่อเพื่อปฏิเสธจ่ายทั้งก้อน ทั้งที่ตามกรมธรรม์ควรจ่ายส่วนที่เกินค่าส่วนแรก หรือหักเงินโดยที่ผู้ขับไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเลย
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ... ก่อนต่อประกัน ให้ตอบตัวเองให้ได้ว่า "ใครจะขับรถคันนี้บ้างในหนึ่งปีข้างหน้า" แล้วเลือกแบบให้ตรงความจริง อ่านเอกสารแนบท้ายหน้าที่ระบุค่า Excess และ Deductible ให้ครบ และถ้าเกิดข้อพิพาทแล้วบริษัทประกันบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายอย่างไม่เป็นธรรม อย่ายอมง่าย ๆ เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ผู้บริโภคร้องเรียนและฟ้องคดีได้ — รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป
<a id="section5"></a>
เรื่องนี้แตะกฎหมายและกติกาหลายชั้น ขออธิบายแบบที่ทนายอธิบายให้ลูกความฟัง
1. คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 ของ คปภ. คือที่มาของกติกาใหม่ทั้งหมด เป็นกติกากำกับการทำประกันรถภาคสมัครใจ ไม่ใช่กฎหมายอาญาที่มีโทษปรับ ดังนั้นการ "ไม่ระบุชื่อ" จึงไม่ใช่การทำผิดกฎหมาย เป็นเพียงทางเลือกที่เบี้ยต่างกัน
2. กรมธรรม์ประกันภัยคือสัญญาตามกฎหมายแพ่ง ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess และ Deductible) เป็นข้อสัญญาที่ผูกพันคู่สัญญา เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องการตีความ ก็เป็นข้อพิพาททางแพ่งเรื่องสัญญา
3. เมื่อบริษัทประกันไม่ยอมจ่าย คุณคือ "ผู้บริโภค" ข้อพิพาทระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกันถือเป็น คดีผู้บริโภค ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะคือ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงศาลได้ง่ายขึ้น จุดที่หลายคนไม่รู้คือ
หมายเหตุ: ตัวเลข เงื่อนไข และอำนาจศาลข้างต้นเป็นหลักการทั่วไป รายละเอียดการปรับใช้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกรมธรรม์แต่ละฉบับ ควรให้ทนายตรวจสอบก่อนดำเนินการ
<a id="section6"></a>
ก่อนต่อประกัน และเมื่อเกิดเหตุ ให้เตรียมและตรวจสิ่งเหล่านี้
เก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การเจรจาหรือการดำเนินคดีง่ายขึ้นมาก
<a id="section7"></a>
หลายคดีไม่ได้จบง่าย เพราะอีกฝ่ายมีข้อต่อสู้ ทนายไทยธนาขอชี้ให้เห็นมุมของบริษัทประกัน เพื่อให้คุณเตรียมตัวได้รอบด้าน
1. อ้างว่าคนขับไม่อยู่ในรายชื่อ จึงต้องหักค่าเสียหายส่วนแรก ข้อนี้ถูกต้องตามเงื่อนไข หากคุณทำแบบระบุชื่อจริง และคนขับเป็นฝ่ายผิดจริง ประเด็นที่ต้องดูคือ "หักเฉพาะส่วนแรกตามที่กรมธรรม์กำหนด" หรือ "ปฏิเสธเกินกว่านั้น"
2. อ้างว่าผู้ขับเป็นฝ่ายประมาท ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจเป็นประมาทร่วม หรือไม่ประมาทเลย จุดนี้ต้องสู้กันด้วยพยานหลักฐาน เช่น ใบบันทึกประจำวัน ภาพกล้องหน้ารถ
3. ตีความเอกสารแนบท้ายในทางที่เป็นคุณกับบริษัท เช่น อ้างเงื่อนไขที่ตัวอักษรเล็กเพื่อปฏิเสธ ซึ่งในคดีผู้บริโภค การตีความสัญญาที่ไม่ชัดเจนมีหลักให้พิจารณาในทางที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
4. อ้างว่าผู้เอาประกันแจ้งข้อมูลไม่ครบหรือไม่อัปเดตชื่อผู้ขับ ข้อนี้ต้องดูว่ามีหน้าที่แจ้งจริงหรือไม่ และบริษัทเคยแจ้งเตือนหรือไม่
5. ยื้อเวลาเจรจาจนผู้เอาประกันยอมจ่ายเอง เป็นกลยุทธ์ที่พบได้ การรู้ว่ามีช่องทางร้องเรียนและฟ้องคดี จะช่วยให้คุณไม่ยอมง่ายเกินไป
การเห็นมุมของอีกฝ่ายไม่ได้แปลว่าคุณเสียเปรียบ แต่แปลว่าคุณเตรียมเอกสารและข้อโต้แย้งได้ตรงจุด
<a id="section8"></a>
📍 ข้อเท็จจริง: หลังคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 มีผล มีกลุ่มประชาชนไม่เห็นด้วย จึงยื่นคำร้องต่อ ศาลปกครองกลาง ขอให้ทุเลาการบังคับใช้คำสั่ง โดยอ้างว่าจำกัดสิทธิในการทำสัญญาประกันภัย
⚖️ คำสั่งศาล: เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่ง ยกคำขอทุเลา โดยให้เหตุผลในแนวทางว่าคำสั่งดังกล่าวยังไม่ก่อผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนถึงขนาดที่จะต้องทุเลา เพราะประชาชนยังเลือกทำประกันแบบ "ไม่ระบุชื่อ" ได้
💡 หลักกฎหมายที่ได้: กติกาใหม่ยังมีผลบังคับใช้ในปี 2569 และจุดที่ศาลให้น้ำหนักคือ "ประชาชนยังมีทางเลือก" ดังนั้นเจ้าของรถจึงควรใช้สิทธิเลือกแบบประกันให้ตรงกับการใช้รถจริงของตน
หมายเหตุสำคัญ: คำขอทุเลาเป็นเพียงประเด็นเร่งด่วน ส่วนคดีหลักในศาลปกครองอาจยังดำเนินอยู่ สถานะคดีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปอ้างอิง บทความนี้ไม่ได้ระบุเลขคดีเพราะต้องตรวจสอบจากแหล่งราชการก่อน
<a id="section9"></a>
ลำดับการใช้สิทธิเมื่อบริษัทประกันไม่จ่าย
<a id="section10"></a>
ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องขึ้นศาล แต่สัญญาณเหล่านี้บอกว่าควรให้ทนายช่วยประเมิน
หากคุณกำลังมีข้อพิพาทกับบริษัทประกัน หรือไม่แน่ใจว่ากรมธรรม์ของตัวเองเป็นแบบไหน ทีมทนายของไทยธนา ลอว์เฟิร์ม ช่วยได้ในเรื่องเหล่านี้
เราเน้นการประเมินตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับปากผลคดีล่วงหน้า แต่จะบอกคุณตามจริงว่าควรเดินทางไหน
<a id="faq"></a>
ต้องดูว่าคุณทำกรมธรรม์แบบไหน ค่าเสียหายส่วนแรก 6,000 บาทเป็นเงื่อนไขของกรมธรรม์แบบ "ระบุชื่อผู้ขับขี่" ที่ใช้เมื่อคนขับจริงไม่อยู่ในรายชื่อและเป็นฝ่ายประมาท หากคุณทำแบบ "ไม่ระบุชื่อ" ตั้งแต่แรก จะไม่มีค่าส่วนแรกในเงื่อนไขนี้ แต่เบี้ยจะแพงกว่า
ตามกติกาใหม่ปี 2569 ระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุด 5 คนต่อกรมธรรม์ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จำกัด 2 คน และคนคนหนึ่งสามารถถูกระบุชื่อในกรมธรรม์ของรถหลายคันได้ จึงควรระบุให้ครบทุกคนที่ขับรถคันนั้นจริง
โดยหลักความคุ้มครองตามกรมธรรม์ยังมีอยู่ บริษัทไม่ได้ปฏิเสธทั้งหมด แต่ถ้าคุณทำแบบระบุชื่อและคนที่ขับไม่อยู่ในรายชื่อและเป็นฝ่ายผิด คุณจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเองก่อน ส่วนที่เหลือบริษัทจึงจ่าย
ขึ้นอยู่กับการใช้รถจริง ถ้าขับคนเดียวหรือมีคนขับไม่กี่คนที่กำหนดได้ชัด การระบุชื่อช่วยประหยัดเบี้ย แต่ถ้ารถถูกใช้หลายคนหรือให้ยืมบ่อย แบบไม่ระบุชื่ออาจคุ้มกว่า เพราะหลีกเลี่ยงค่าเสียหายส่วนแรกที่ไม่คาดคิด
Excess คือค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับที่บริษัทกำหนดไว้ในกรมธรรม์ ส่วน Deductible คือส่วนที่ผู้เอาประกันสมัครใจเลือกรับเองเพื่อแลกกับเบี้ยที่ถูกลง เวลาเกิดเหตุบางกรณีอาจต้องจ่ายทั้งสองส่วนรวมกัน จึงควรอ่านเอกสารแนบท้ายให้ละเอียด
ร้องเรียนต่อ คปภ. ได้ผ่านสายด่วน 1186 ระบบ OIC e-Service หรือยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน คปภ. ทั่วประเทศ หากยังไม่ได้รับการแก้ไข สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและการฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลได้
คดีผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฟ้อง ผู้เอาประกันจึงไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมศาลล่วงหน้า แต่หากแพ้คดี ศาลอาจสั่งให้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุดได้ จึงควรให้ทนายประเมินรูปคดีก่อนตัดสินใจฟ้อง
กฎประกันรถปี 2569 ไม่ได้ "บังคับ" ให้ทุกคนระบุชื่อคนขับ และเงิน 6,000 บาทก็ไม่ใช่ค่าปรับ แต่เป็นเงื่อนไขในสัญญาประกันแบบระบุชื่อ
จุดที่ทำให้คนเสียเงินโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่ตัวกฎ แต่คือการเลือกแบบประกันไม่ตรงกับความจริง และการเซ็นกรมธรรม์โดยไม่อ่านเอกสารแนบท้าย
ก่อนต่อประกัน ให้ตอบให้ได้ว่าใครจะขับรถคุณบ้าง แล้วเลือกแบบให้ตรง และถ้าวันหนึ่งบริษัทประกันปฏิเสธหรือหักเงินอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเพิ่งยอม เพราะกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้คุณมีช่องทางร้องเรียนและฟ้องคดีได้
หลายเรื่องไม่ได้จบไม่ดีเพราะคุณไม่มีสิทธิ แต่จบไม่ดีเพราะตัดสินใจตอนต่อประกันผิด เก็บหลักฐานไม่ครบ หรือยอมจ่ายไปก่อนทั้งที่ยังต่อรองได้
หากคุณกำลังเจอปัญหาในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายไทยธนา ลอว์เฟิร์ม เพื่อให้ทีมทนายช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เอกสารกรมธรรม์ และแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมกับกรณีของคุณ
📧 อีเมล: [email protected] 📞 โทร: 063-210-6492 💬 LINE: https://page.line.me/thaitanalawfirm
ผู้เขียน: ทนายความไทยธนา ลอว์เฟิร์ม | เผยแพร่: 24/4/2569 | อัปเดตล่าสุด
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ ข้อมูลกฎเกณฑ์ประกันภัยและสถานะคดีอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก คปภ. และปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ
Powered by Froala Editor