"เกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ด้วยทีมกฎหมายมืออาชีพแบบครบวงจร"
เราให้บริการที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท (Retainer Lawyer) ทั้งรายเดือนและรายปี เหมาะสำหรับ SME, Startup และองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงทางกฎหมาย เราเน้นการทำงานเชิงรุก (Proactive) เพื่อป้องกันปัญหาดีกว่าตามแก้ในภายหลัง ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องและทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น
ขอบเขตการบริการ:
ให้คำปรึกษากฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายหุ้นส่วนบริษัท
เข้าร่วมประชุมบอร์ดผู้บริหาร เพื่อให้ความเห็นทางกฎหมายประกอบการตัดสินใจ
บริหารความเสี่ยงสัญญาทางธุรกิจ (Contract Management)
โนติส (Notice) แจ้งเตือนหนี้สินและข้อกฎหมายอื่นๆ
ลูกความซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถูกบริษัทคู่ค้าฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 20 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าลูกความ "ผิดสัญญาและกระทำละเมิด" ทำให้โครงการก่อสร้างล่าช้าและสูญเสียรายได้มหาศาล ซึ่งหากแพ้คดีอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัทอย่างรุนแรง
ทีมที่ปรึกษากฎหมายตรวจสอบ Timeline และ เอกสารโต้ตอบ (Log) ทั้งหมดอย่างละเอียด พบว่าความล่าช้าไม่ได้เกิดจากลูกความ แต่เกิดจากการที่โจทย์ส่งมอบพื้นที่ล่าช้าเอง
กลยุทธ์: ใช้หลักฐานการส่ง Email และรายงานการประชุม (Minutes of Meeting) มาหักล้าง
การต่อสู้: ยื่นฟ้องแย้ง (Counterclaim) เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าฝ่ายโจทก์ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา
ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และสั่งให้โจทก์ชำระค่าเสียหายคืนแก่ลูกความตามที่ฟ้องแย้ง เนื่องจากพยานหลักฐานฝั่งลูกความมีความชัดเจนและเป็นลำดับขั้นตอนมากกว่า
ลูกความ (Start-up ด้านการเงิน) ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา "ฉ้อโกงประชาชน" เนื่องจากระบบเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิค (Technical Bug) ทำให้สมาชิกไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ชั่วคราว จนเกิดการรวมกลุ่มกันฟ้องร้องผ่านกองบังคับการปราบปราม
ทีมทนายความไม่ได้มองว่าเป็นแค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ Crisis Management
กลยุทธ์: ประสานงานกับฝ่าย IT เพื่อดึง Log File มาพิสูจน์ "เจตนา" (Intent) ว่าไม่ใช่การโกง แต่เป็นอุบัติเหตุทางระบบ
การเยียวยา: จัดทำบันทึกข้อตกลงและเร่งคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้กับกลุ่มผู้เสียหายก่อนถึงชั้นศาล เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ไกล่เกลี่ยสำเร็จในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ทั้งหมดเนื่องจากได้รับเงินคืนครบถ้วน และพนักงานอัยการมีคำสั่ง "ไม่ฟ้อง" (Non-prosecution order) ทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เสียชื่อเสียง
ลูกความซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางไทย ถูกบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ฟ้องร้องว่า "เครื่องหมายการค้า" มีความคล้ายคลึงกับแบรนด์ของเขา และเรียกให้ลูกความยุติการจำหน่ายพร้อมทำลายสินค้าทั้งหมด
ทีมกฎหมายวิเคราะห์ในเชิง Legal Branding Comparison โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
กลยุทธ์: พิสูจน์ว่า "คำ" และ "รูปประดิษฐ์" มีที่มาต่างกัน และกลุ่มเป้าหมายของสินค้าอยู่คนละ Segment (ตลาดล่าง vs ตลาดบน) ทำให้ผู้บริโภคไม่สับสน
การเจรจา: เสนอการทำ Co-existence Agreement (สัญญาการใช้เครื่องหมายการค้าร่วมกัน) โดยกำหนดขอบเขตสินค้าให้ชัดเจน
เจรจายอมความได้ (Settlement) ทั้งสองฝ่ายตกลงเซ็นสัญญาแบ่งขอบเขตการใช้ชื่อแบรนด์ให้ชัดเจน ลูกความไม่ต้องทำลายสินค้าและสามารถใช้แบรนด์เดิมขายต่อได้ในตลาดที่ตกลงกันไว้