
20+
ปีดูแลธุรกิจไทย
4.9★
Google Reviews
ครบวงจร
กฎหมาย + บัญชี
ฟรี
ปรึกษาครั้งแรก
สัญญาที่มีช่องโหว่ พนักงานที่ฟ้องร้องทีหลัง หุ้นส่วนที่ไม่ตรงกันเรื่องสิทธิ์ ลูกค้าที่ผิดนัดชำระ หรือสรรพากรที่เข้าตรวจสอบ — ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที มันสะสมเงียบๆ แล้วระเบิดในวันที่คุณไม่พร้อมที่สุด
บริษัทใหญ่มีฝ่ายกฎหมายประจำคอยดูแล แต่ SME และธุรกิจขนาดกลางส่วนใหญ่ไม่มี และนั่นคือจุดที่ทำให้เสียเปรียบทุกครั้งที่มีข้อพิพาท
บริการที่ปรึกษากฎหมายของไทยธนา ลอว์ เฟิร์มออกแบบมาเพื่อธุรกิจที่ต้องการ ฝ่ายกฎหมายคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เราดูแลครอบคลุมตั้งแต่ก่อนมีปัญหา จนถึงการแก้ไขเมื่อปัญหาเกิดขึ้น
ตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจ สัญญาหลัก ระเบียบข้อบังคับ และนโยบายต่างๆ เพื่อระบุช่องโหว่และความเสี่ยงทางกฎหมายก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา เหมือนมีทนายความตรวจสุขภาพธุรกิจของคุณเป็นประจำ
สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างงาน สัญญาเช่า สัญญาร่วมทุน NDA และสัญญาธุรกิจทุกประเภท เราช่วยร่างตั้งแต่ต้น หรือตรวจสอบสัญญาที่อีกฝ่ายส่งมาให้ เพื่อให้แน่ใจว่าเงื่อนไขทุกข้อปกป้องผลประโยชน์ของคุณ
วางระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ถูกกฎหมาย ให้คำปรึกษาเรื่องการจ้างงาน การเลิกจ้าง การจ่ายค่าตอบแทน และการจัดการข้อพิพาทกับพนักงาน ป้องกันคดีแรงงานที่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง
เมื่อเกิดข้อพิพาทกับคู่สัญญา ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือหุ้นส่วน เราเจรจาแทนคุณก่อนที่คดีจะขึ้นศาล ซึ่งในหลายกรณีสามารถยุติข้อพิพาทได้เร็วกว่าและประหยัดกว่าการฟ้องร้อง
ตรวจสอบ due diligence ด้านกฎหมาย ร่างสัญญาซื้อขายกิจการ สัญญาหุ้นส่วน และดูแลกระบวนการโอนทรัพย์สินและภาระผูกพันต่างๆ ให้การซื้อขายกิจการดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
ดูแลให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น PDPA กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี หรือกฎระเบียบเฉพาะอุตสาหกรรม ป้องกันโทษปรับและคดีความที่ไม่จำเป็น
✗ ไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย
• รู้ปัญหาเมื่อถูกฟ้องแล้ว
• สัญญามีช่องโหว่ แก้ทีหลังไม่ได้
• จ้างทนายตอนฉุกเฉิน แพงกว่าเท่าตัว
• เสียเวลาบริหารแทนที่จะโตธุรกิจ
• พนักงานฟ้อง สรรพากรตรวจ ไม่มีใครดูแล
✓ มีที่ปรึกษาไทยธนา
• ป้องกันปัญหาก่อนเกิด ประหยัดกว่ามาก
• สัญญาแน่นหนา ปิดทุกช่องโหว่
• มีทนายพร้อมตอบคำถามตลอด
• โฟกัสธุรกิจได้เต็มที่ มีผู้เชี่ยวชาญดูแล
• เจรจาแทนได้ทุกกรณี ไม่ต้องรอเกิดคดี
ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจกรุงเทพ | SME | ไทยธนาลอว์เฟิร์มรูปแบบที่ 1 — ปรึกษารายครั้ง (On-demand)
เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการคำปรึกษาเฉพาะกรณี ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสัญญา ให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือเจรจาแทนในกรณีเฉพาะ จ่ายตามงานที่ทำจริง ยืดหยุ่นและประหยัด
รูปแบบที่ 2 — ที่ปรึกษาประจำรายเดือน (Retainer)
เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีความต้องการด้านกฎหมายสม่ำเสมอ ได้รับบริการที่ปรึกษาตามชั่วโมงที่กำหนด ตอบคำถามทางกฎหมาย ตรวจเอกสาร และดูแลคดีในฐานะที่ปรึกษาประจำ ราคาคุ้มค่ากว่าจ้างทีมกฎหมายประจำหลายเท่า
รูปแบบที่ 3 — ดูแลโครงการเฉพาะ (Project-based)
เหมาะสำหรับโครงการเฉพาะ เช่น การควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างองค์กร การจัดทำ compliance program หรือการแก้ไขปัญหาสัญญาทั้งระบบ กำหนดขอบเขตงานและราคาชัดเจนตั้งแต่ต้น
✓ ครบวงจรจริง — กฎหมายและบัญชีในที่เดียว — ไม่ต้องประสานหลายที่ปรึกษา เราดูแลทั้งด้านกฎหมายและบัญชีภาษี ทำให้มองเห็นภาพรวมธุรกิจได้ครบ
✓ ราคาที่ SME เข้าถึงได้ — ได้รับบริการระดับองค์กรในราคาที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กจ่ายได้จริง ไม่ใช่ราคา big law firm
✓ รู้จักธุรกิจของคุณจริง — เราไม่ได้ให้คำปรึกษาแบบ one-size-fits-all แต่ศึกษาธุรกิจของคุณและให้คำแนะนำที่เหมาะกับสถานการณ์จริง
✓ ตอบสนองเร็ว — ธุรกิจต้องการคำตอบทันที ไม่ใช่รอสัปดาห์ เราพร้อมตอบคำถามกฎหมายเร่งด่วนได้ภายในวันทำการ
✓ ประสบการณ์กว่า 20 ปี — ก่อตั้งปี 2547 ดูแลธุรกิจไทยและต่างชาติมาแล้วนับพัน เข้าใจทั้งกฎหมายและความเป็นจริงของการทำธุรกิจในประเทศไทย
ธุรกิจของคุณมีที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลอยู่ไหม?
ปรึกษาฟรีครั้งแรก — บอกเราเรื่องธุรกิจของคุณ เราจะแนะนำรูปแบบที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด ไม่มีข้อผูกมัด
ขอรับคำปรึกษาธุรกิจฟรี →จำเป็นมากครับ ธุรกิจขนาดเล็กมักเสี่ยงกว่า เพราะไม่มีทรัพยากรรับมือกับคดีความที่ใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายสูง การมีที่ปรึกษาดูแลตั้งแต่ต้นป้องกันปัญหาได้ในราคาที่ถูกกว่าการแก้ปัญหาหลังเกิดหลายเท่า
ขึ้นอยู่กับรูปแบบและขอบเขตงาน สำหรับการปรึกษารายครั้งราคาเริ่มต้นที่เหมาะสม สำหรับแบบ retainer รายเดือนกำหนดตามจำนวนชั่วโมงและประเภทงาน เราแจ้งราคาชัดเจนหลังทราบความต้องการของธุรกิจ ปรึกษาครั้งแรกฟรีเสมอ
สำหรับลูกค้าแบบ retainer เราพร้อมตอบคำถามด่วนผ่านโทรศัพท์ Line หรืออีเมลได้ภายในวันทำการ สำหรับกรณีเร่งด่วนนอกเวลาทำการก็สามารถติดต่อได้ตามที่ตกลงกัน
การจ้างทนายรายคดีคือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ที่ปรึกษากฎหมายคือการ ป้องกัน ปัญหาตั้งแต่ต้น ที่ปรึกษาจะรู้จักธุรกิจของคุณ เข้าใจบริบท และให้คำแนะนำเชิงรุก แทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทีละเรื่อง
เราให้คำปรึกษากฎหมายไทยเป็นหลัก รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในประเทศไทย เช่น Work Permit, BOI, การจัดตั้งบริษัทต่างชาติ และสัญญาที่มีคู่สัญญาต่างประเทศ
ได้ครับ นั่นคือข้อได้เปรียบของการมีที่ปรึกษาประจำ เมื่อคดีต้องขึ้นศาล ทนายความที่รู้จักธุรกิจของคุณเป็นอย่างดีอยู่แล้วสามารถรับคดีต่อได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลา briefing ใหม่ตั้งแต่ต้น
หมายเหตุ: ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปทางกฎหมาย ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
ลูกความซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถูกบริษัทคู่ค้าฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 20 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าลูกความ "ผิดสัญญาและกระทำละเมิด" ทำให้โครงการก่อสร้างล่าช้าและสูญเสียรายได้มหาศาล ซึ่งหากแพ้คดีอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัทอย่างรุนแรง
ทีมที่ปรึกษากฎหมายตรวจสอบ Timeline และ เอกสารโต้ตอบ (Log) ทั้งหมดอย่างละเอียด พบว่าความล่าช้าไม่ได้เกิดจากลูกความ แต่เกิดจากการที่โจทย์ส่งมอบพื้นที่ล่าช้าเอง
กลยุทธ์: ใช้หลักฐานการส่ง Email และรายงานการประชุม (Minutes of Meeting) มาหักล้าง
การต่อสู้: ยื่นฟ้องแย้ง (Counterclaim) เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าฝ่ายโจทก์ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา
ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และสั่งให้โจทก์ชำระค่าเสียหายคืนแก่ลูกความตามที่ฟ้องแย้ง เนื่องจากพยานหลักฐานฝั่งลูกความมีความชัดเจนและเป็นลำดับขั้นตอนมากกว่า
ลูกความ (Start-up ด้านการเงิน) ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา "ฉ้อโกงประชาชน" เนื่องจากระบบเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิค (Technical Bug) ทำให้สมาชิกไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ชั่วคราว จนเกิดการรวมกลุ่มกันฟ้องร้องผ่านกองบังคับการปราบปราม
ทีมทนายความไม่ได้มองว่าเป็นแค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ Crisis Management
กลยุทธ์: ประสานงานกับฝ่าย IT เพื่อดึง Log File มาพิสูจน์ "เจตนา" (Intent) ว่าไม่ใช่การโกง แต่เป็นอุบัติเหตุทางระบบ
การเยียวยา: จัดทำบันทึกข้อตกลงและเร่งคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้กับกลุ่มผู้เสียหายก่อนถึงชั้นศาล เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ไกล่เกลี่ยสำเร็จในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ทั้งหมดเนื่องจากได้รับเงินคืนครบถ้วน และพนักงานอัยการมีคำสั่ง "ไม่ฟ้อง" (Non-prosecution order) ทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เสียชื่อเสียง
ลูกความซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางไทย ถูกบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ฟ้องร้องว่า "เครื่องหมายการค้า" มีความคล้ายคลึงกับแบรนด์ของเขา และเรียกให้ลูกความยุติการจำหน่ายพร้อมทำลายสินค้าทั้งหมด
ทีมกฎหมายวิเคราะห์ในเชิง Legal Branding Comparison โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
กลยุทธ์: พิสูจน์ว่า "คำ" และ "รูปประดิษฐ์" มีที่มาต่างกัน และกลุ่มเป้าหมายของสินค้าอยู่คนละ Segment (ตลาดล่าง vs ตลาดบน) ทำให้ผู้บริโภคไม่สับสน
การเจรจา: เสนอการทำ Co-existence Agreement (สัญญาการใช้เครื่องหมายการค้าร่วมกัน) โดยกำหนดขอบเขตสินค้าให้ชัดเจน
เจรจายอมความได้ (Settlement) ทั้งสองฝ่ายตกลงเซ็นสัญญาแบ่งขอบเขตการใช้ชื่อแบรนด์ให้ชัดเจน ลูกความไม่ต้องทำลายสินค้าและสามารถใช้แบรนด์เดิมขายต่อได้ในตลาดที่ตกลงกันไว้